สิทธิประโยชน์ "บัตรทองพรีเมี่ยม"
สิทธิบัตรทอง นอกจากจะใช้กับกรณีการเจ็บป่วยทั่วไป บดเจ็บ ประสบอุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉิน และเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต (UCEP) ยังมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ครอบคุลมผู้มีสิทธิบัตรทองกว่า 47 ล้านคน ดังนี้
- สิทธิการรักษาโรคร้าย โดยผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเฉพาะทาง และรักษามะเร็งได้ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกที่
- สิทธิฟอกไตฟรี สำหรับผู้ป่วยโรคไต
- รับการรักษาโควิด-19 ฟรี ที่สถานพยาบาล หรือผ่านระบบปรึกษาแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ผ่านแอปพลิเคชั่นที่ร่วมโครงการ
- บริการสำหรับแม่และเด็ก เช่น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การเพิ่มวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก คัดกรองภาวะ Down Syndrome ในหญิงตั้งครรภ์ (อายุไม่เกิน 35 ปี) ผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมสำหรับเด็กหูหนวก และการให้บริการแว่นตาเด็ก
- บริการสำหรับวัยเจริญพันธุ์และการวางแผนครอบครัว เช่น การคุมกำเนิด ด้วยยาคุมกำเนิดหรือถุงยางอนามัย
- สำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ให้การดูแลและรักษาระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ การรักษาผู้ป่วยติดบ้านหรือผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนทุกสิทธิและทุกกลุ่มอายุ และแจกผ้าอ้อมผู้ใหญ่และแผ่นรองซับการขับถ่าย เพื่อดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยที่มีปัญหากลั้นขับถ่าย จำนวน 3 ชิ้น/คน/วัน
- เพิ่มการเข้าถึงบัญชียา โรคมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลือง โรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี การป้องกันและรักษาโรคเอดส์ด้วยยาต้านไวรัส HIV
- เพิ่มสิทธิด้านวัคซีน 5 ชนิด ได้แก่ คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบบี และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- ผู้ถือบัตรทองยังสามารถ รับการบริการสาธารณสุขระบบทางไกล (Telehealth/Telemedicine) และการตรวจทางห้องปฏิบัติการนอกโรงพยาบาล
- บริการรับยาที่ร้านขายยาแผนปัจจุบันสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หืด จิตเวช และโรคเรื้อรังอื่น ๆ
- บริการส่งยาเวชภัณฑ์ถึงบ้านทางไปรษณีย์
- การใช้กัญชาทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง พาร์กินสัน ไมเกรน
นอกจากนี้ สปสช. เปิดให้ผู้มีสิทธิบัตรทองที่มีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา สามารถเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ที่หน่วยบริการปฐมภูมิใดก็ได้ โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว และผู้ป่วยใน ไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว รวมถึง สามารถเปลี่ยนหน่วยบริการประจำใหม่ และใช้สิทธิบัตรทองได้ทันที ไม่ต้องรอระยะเวลาเกิดสิทธิ 15 วัน (สามารถเปลี่ยนหน่วยบริการประจำได้ไม่เกิน 4 ครั้ง ต่อปีงบประมาณ)
ทั้งนี้ สปสช. ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ 2565 จำนวน 198,891.79 ล้านบาท เป็นงบฯเหมาจ่ายรายหัวประจำปีงบประมาณ 2565 ไว้ที่ 158,294.42 ล้านบาท เพื่อดูแลประชากรผู้มีสิทธิบัตรทอง 47.66 ล้านคน (เฉลี่ย 3,329.22 บาท/ต่อหัว)
สำหรับรายละเอียดของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2565 มีดังนี้
- งบฯเหมาจ่ายรายหัว จำนวน 158,294.42 ล้านบาท
- (หลังหักเงินเดือนภาครัฐ 53,388.62 ล้านบาท เป็นงบฯ สปสช. นำมาบริหาร 104,905.79 ล้านบาท)
- งบฯผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 3,768.11 ล้านบาท
- งบฯผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน 9,731.34 ล้านบาท
- งบฯควบคุมป้องกัน และรักษาโรคเรื้อรัง จำนวน 1,154.78 ล้านบาท
- งบฯเพิ่มเติม โรงพยาบาลพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย และจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 1,490.29 ล้านบาท
- งบฯผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน จำนวน 990.11 ล้านบาท
- งบฯเพิ่มเติมบริการปฐมภูมิ จำนวน 319.28 ล้านบาท
- งบฯบริการสาธารณสุขร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 2,769.93 ล้านบาท
- งบฯบริการกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 825.08 ล้านบาท
- งบฯช่วยเหลือเบื้องต้นผู้รับบริการและผู้ให้บริการ จำนวน 283.03 ล้านบาท
- งบฯสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค จำนวน 19,265.42 ล้านบาท
ส่วนงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2566 มีวงเงิน 204,140.02 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบฯเหมาจ่ายรายหัว 161,602.66 ล้านบาท (เฉลี่ย 3,385.98 บาท/ต่อหัว) และที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้เห็นชอบข้อเสนอหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริการจัดการกองทุนไปแล้ว เมื่อ 29 กรกฎาคม 2565 และเริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2565
โรคโควิด-19 ตั้งงบฯต่ออีก 1,358.86 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการบริหารจัดการงบประมาณเบื้องต้น ดังนี้
- บริการโรคโควิด-19 จำนวน 1,358.86 ล้านบาท
- นโยบายยกระดับบัตรทอง จำนวน 1,987.64 ล้านบาท
- บริการยาราคาแพงเพื่อรักษามะเร็ง จำนวน 125.31 ล้านบาท
- บริการยาที่มีส่วนผสมของกัญชาที่บรรจุในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติ จำนวน 44.41 ล้านบาท
- ปรับการจ่ายตามรายการบริการ สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูง จำนวน 908 ล้านบาท
- เพิ่มสัดส่วนสมทบกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพในระดับจังหวัดตามความพร้อมแต่ละพื้นที่ จำนวน 822.19 ล้านบาท
- การผ่าตัดข้อเข่าและผ่าตัดต้อกระจก ปรับเป้าหมายตามบริบทพื้นที่ จำนวน 1,777.99 ล้านบาท
- บริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (LTC) ปรับจ่ายตามแผนการดูแลแต่ละบุคคล (Care plan) และปรับรอบการจ่ายเป็นทุก 15 วัน จำนวน 1,265,65 ล้านบาท
- บริการไตวายเรื้อรัง จำนวน 9,952.18 ล้านบาท
- แผนและวงเงินการจัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ ปี 2566 วงเงิน 12,162.83 ล้านบาท
นอกจากนี้ สปสช. ยังมีการเพิ่มการสนับสนุนบริการใหม่ให้กับประชาชน ในปีงบประมาณที่จะถึงนี้ เช่น
- การดูแลภาวะความดันเลือดในปอดสูงในทารกแรกเกิด (Persistent Pulmonary Hypertension of the Newborn)
- บริการด้านทันตกรรม Vital Pulp Therapy
- รากฟันเทียม
- บริการห้องฉุกเฉินคุณภาพภาครัฐ
- บริการผ้าอ้อมผู้ใหญ่และแผ่นรองซับ
- บริการยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (HIV-PEP)
- เพิ่มยาในบัญชียาที่จำเป็นต้องใช้สำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย (บัญชี จ.2) จำนวน 14 รายการ
- บริการดูแลผู้ป่วยกึ่งเฉียบพลัน บริการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับพิษ
- บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคอื่น ๆ