โกเจ็ง บอกต่ออีกว่า ตามตำรับดั้งเดิมแล้วตัวแป้งขนมฉื่อคักก้วยนั้นจะผสมหญ้าชนิดหนึ่งลงไปด้วย คือหญ้าที่มีนามว่า "ฉื่อคัก" พืชชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gnaphalium affine เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับพวกทานตะวัน พืชชนิดนี้มีสรรพคุณทางยามากมาย ในฐานะสมุนไพรแล้วมีการนำไปใช้เป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ ลดไข้ ปวดตามข้อ แก้ตกขาวและอื่นๆ เนื่องจากมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงมีการนำไปผสมในอาหารหลายชนิด โดยอาหารที่มีฉื่อคักเป็นส่วนประกอบที่โด่งดังก็คือ ฉื่อคักก้วย ซึ่งถือเป็นขนมเก่าแก่ของแต้จิ๋วที่ปัจจุบันยังคงพอหาทานได้ในย่านคนจีน เช่น ในเยาวราช เป็นต้น
ส่วนวิธีทำก็ค่อนข้างยุ่งยาก เริ่มจาก นำมันดินไปนึ่งหรือต้มให้สุก แล้วใช้สมุนไพรฉื่อคัก หรือที่คนไทยเรียกว่า สมุนไพรนางนวล นำไปต้มให้ยุ่ย แล้วนำไปปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาผสมกับเนื้อมันนึ่งนวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นก็ทำไส้ โดยการใช้ถั่วทองและงาดำผสมกัน เติมน้ำตาลทรายแดงเล็กน้อย แล้วนำไปกวนจนเนื้อเนียน จากนั้นก็นำไปปั้น และกดในแม่พิมพ์ ทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติเป็นเวลา 1 คืนเพื่อให้แป้งและไส้เซ็ทตัว แล้วจึงนำมาวางบนใบตองนำไปนึ่งจนสุก โดยใช้เวลานึ่งประมาณ 15-20 นาที
ขนมฉื่อคักก้วย ถือเป็นขนมมงคลและขาดไม่ได้ของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน นำไปขึ้นโต๊ะไหว้เจ้าตามประเพณีสำคัญต่างๆ เนื่องจากเชื่อว่าเมื่อนำขนมไปไหว้เจ้าแล้ว จะเป็นสิริมงคล ความกลมของฉื่อคักก้วย เปรียบเสมือน ครอบครัวจะรักใครกลมเกลียวกัน มีความสามัคคีกัน
"ส่วนสมุนไพรฉื่อคัก เป็นสมุนไพรที่ให้ความเย็น ก็เปรียบเหมือนครอบครัวจะอยู่เย็นเป็นสุขนั่นเอง เมื่อไหว้เสร็จแล้วชาวไทยเชื้อสายจีนก็จะนำไปทานในครอบครัวหรือแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้านเพื่อความสิริมงคลนั่นเอง ทางโรงเจฯ จะทำเพียงปีละ 1 ครั้ง หรือทำเพียงวันเดียวต่อปีเท่านั้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนจึงเป็นขนมที่หาได้ยาก สำหรับออเดอร์ตอนนี้มีเข้ามาแล้ว 1,000 ชิ้น จึงต้องช่วยกันเร่งผลิต" โกเจ็ง กล่าวทิ้งท้าย