ไม่ว่าจะในองค์กร หรือนอกองค์กร มีคนที่ผมรู้จักต้องออกจากอาชีพนักข่าวไปทำอย่างอื่น จากความปั่นป่วนของเทคโนโลยีที่ลดทอนบทบาทสิ่งพิมพ์ และวิกฤตทีวีดิจิทัลที่เริ่มแบกรับต้นทุนเอาไว้ไม่ไหว เป็นหนึ่งในที่มาที่ทำให้คนที่ผมรู้จักหลายคน ต้องเดินออกไปจากที่แห่งนี้
ในฐานะที่ผมยังอยู่ ก็พูดได้ ไม่เต็มปากว่า อยู่ในฐานะผู้รอดชีวิต เพราะมรสุมครั้งนี้ยังไม่จบ ยังไม่ได้แปลว่า เราจะอยู่ในฐานะผู้รอดชีวิตจากวิกฤตครั้งนี้หรือไม่
แต่ถ้ายังอยู่ ...ก็ยังต้องทำหน้าที่ต่อไปอย่างเต็มที่ และผมโชคดี ที่รอบๆตัวผม ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
พรุ่งนี้เช้า ผมยังอยากตื่นไปทำงาน ยังมีเรื่องในหัวที่ต้องทำอีกหลายเรื่อง และยังเป็นเรื่องที่อยากทำ เช่น สัปดาห์หน้าจะไปทำเรื่องการประกาศเขตโบราณสถานพิมายทับที่ทำกินของชาวบ้าน และนัดหมายสมาชิกอบต.แห่งหนึ่ง ไว้ จะคุยเรื่องนโยบายไทยนิยม
เรื่องเหล่านี้ ได้รับความสนใจ อาจเทียบไม่ได้กับคดีหวย 30 ล้าน แต่เขายังให้ทีมไปทำอยู่ ผมยังใจชื้นอยู่บ้างในจุดตรงนี้
ในเมื่อยังทำหน้าที่อยู่ วันนี้จึงเป็นวันดี ที่ใช้โอกาสมาทบทวนไตร่ตรองดูว่า จะอยู่ต่อไปอย่างไร เพราะการเข้าสู่ยุคดิจิทัล ได้สั่นสะเทือนวงการสื่ออย่างมาก
ทิศทางการทำงานหลังจากนี้ไม่เหมือนเดิม เขียนข่าวส่งอย่างเดียวคงไม่พอ ครั้นจะใช้โซเชียลมีเดียให้พอมีตัวตนในโลกออนไลน์ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย ข่าวที่เขียนไปวันต่อวัน ก็จะลอยหายไปในอากาศอย่างแน่นอน
ที่บอกว่า "การมีตัวตนในออนไลน์ไม่ง่ายนัก" เพราะในอนาคต เรากำลังจะเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Peak Media
ที่ผมอ่านเจอใน www.nextempire.co เขายกตัวอย่างว่า ในอเมริกา เริ่มเข้าใกล้ภาวะจุดอิ่มของสื่อ (Peak Media) เนื่องจากทุกวันนี้มีสื่อมากมายที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ต้องใช้คำว่า "สื่อล้นมือ"
"เมื่อมีตัวเลือกให้กับผู้บริโภคจำนวนมาก การแข่งขันของบริษัทผู้ผลิตสื่อย่อมสูง แต่สิ่งที่แปรผกผันคือ นักโฆษณาและผู้บริโภคไม่ได้ต้องการสื่อเยอะแยะ สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือ ตัวเลือกไม่ต้องเยอะแต่ขอให้บริษัทมีความใหญ่โตน่าเชื่อถือและเต็มไปด้วยคุณภาพ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ (ซึ่งเราก็พอจะเห็นกันบ้างแล้ว) คือ "การควบรวมของสื่อ" นั่นเอง" บทความใน nextempire ระบุ
ภาวะสื่อล้นมือเกิดขึ้นหรือยังในประเทศไทย ? ก็ลองนับดูว่าทุกวันนี้ เราอ่านข่าวจากกี่เพจ
บ่อยครั้งที่เพจของสำนักข่าว ต้องเป็นผู้ตามประเด็นจากเพจที่ไม่ใช่สำนักข่าว จนเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงในนิยามของ "นักข่าว" ได้ชัดเจนว่า ทุกวันนี้พวกเขาไม่ใช่ผู้เปิดประเด็นให้สังคมรับทราบแต่เพียงฝ่ายเดียว
ในสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ผมคิดว่า ข่าวที่เราเลือกออกไปทำอยู่ทุกวันนี้ มันก็ควรใช้กระบวนการเช่นเดียวกัน กับที่หลายๆเพจที่ทำให้สังคมได้รับรู้
ผมจึงต้องเปิดแฟนเพจของตัวเองอย่างจริงจัง นั่นคือหน้าที่ใหม่ เพื่อรวบรวมสิ่งที่ทำอยู่ทุกๆวัน ไม่ให้มันล่องลอยหายไปในอากาศ มันควรจะมีคุณค่ามากกว่านี้ และรวบรวมให้เป็นระบบ หาง่าย อ่านง่าย และเข้าถึงง่าย
ผมจึงใช้ทรัพยากรในสำนักข่าวที่มีอยู่แล้ว ให้เกิดประโยชน์ มากที่สุด และคุ้มค่าที่สุด เพราะทรัพยากรและหน้าที่การงานโดยตรง ยังเป็นสิ่งที่นักข่าวได้เปรียบ
ผมชอบมากๆ ที่แม้คุณสุทธิชัย หยุ่น จะอำลาจากที่นี่ไปแล้ว แต่เขาเพิ่งเขียนลงเฟสบุ๊คเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า
"พรุ่งนี้ดวงอาทิตย์ดวงเดิมก็ยังขึ้นเหมือนทุกวัน...เราต่างมีภารกิจแห่งชีวิต การเดินทางที่ผ่านมาตื่นเต้น, สนุก, ท้าทาย, เต็มไปด้วยขวากหนามแต่มีความภาคภูมิที่ปกปักรักษาศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนข่าว...
นาทีนี้คิดถึงกลอนที่เคยชื่นชอบของ Robert Frost ที่บรรยายถึงการแวะหยุดพักริมป่า ณ ค่ำคืนหนาวเหน็บขณะที่หิมะโปรยปรายลงมา
หลังการเดินทางมายาวนาน ริมป่าละเมาะแห่งนี้ช่างสงบ, นิ่ง, ลึก...แต่นักเดินทางยังทิ้งร่างลงพักไม่ได้ "เพราะมีภารกิจข้างหน้า...เพราะมีสัญญาที่ต้องทำให้เสร็จสิ้น...การเดินทั้งครั้งใหม่จึงเกิดขึ้น..."
คุณสุทธิชัย อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว การอำลาจากที่หนึ่งไม่ได้เป็นจุดจบ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งชายคนนี้สร้างคุณค่าให้กับตนเองอยู่เสมอ ผมก็คิดว่าผมเองที่ยังอยู่ ก็ควรใช้ทรัพยากรรอบๆตัว สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ที่ยังอยู่ในวงการนี้ต่อไป ด้วยเหมือนกัน