Lifestyle 2 Lifester : จากช่างภาพงานแต่ง สู่มืออาชีพระดับสากล
09 พ.ค. 2558 | nation_ent

lifestyle1
09 พ.ค. 2558 | nation_ent

แต่จะมีสักกี่คนที่ได้ทำงานที่ใช่ และที่ชอบเหมือนผู้ชายคนนี้ที่มุ่งมั่นเรียนรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพจนได้รับการยอมรับในระดับสากล
จากหนุ่มสถาปัตย์เก็บหอมรอบริบเป็นทุนไปเรียนรู้การถ่ายภาพอย่างจริงจังที่ประเทศอังกฤษเป็นการเปิดโลกทัศน์ ให้เขาได้เรียนรู้ ไม่เพียงเทคนิคการถ่ายภาพ แต่รวมถึงวิธีคิดวิธีการทำงาน
ยิ่งได้ถ่ายภาพก็ยิ่งชอบ
วลีสั้นๆที่ให้ความหมายครบถ้วนในงานอาชีพของเขาวันนี้... โอ๊ต ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี
โอ๊ตเริ่มจับกล้องถ่ายภาพจริงจังตั้งแต่ตอนอายุ 18 ปี จบ ม. 6 ก็รับงาน โดยงานแรกของการถ่ายภาพ ก็คืองานถ่ายรูปรับปริญญา ผลงานออกมาตอนแรกยอมรับเลยว่าไม่ดีเพราะความที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้เรื่องการถ่ายรูปเท่าไหร่ และยังไม่รู้จักอาชีพนี้มากพอทำอะไรจะขาดๆ เกินๆ งานออกมาไม่ดี
ช่วงเวลา 6 ปี ที่ถ่ายภาพมา ตั้งแต่เรียนปี 1 จนจบมาแล้ว 1 ปี แม้จะมั่นใจในฝีมือมากขึ้น แต่รู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่างในการเป็นช่างภาพ ยังไม่เข้าใจดีพอ เลยคิดว่าการไปเรียนต่อน่าจะดีกว่า
สุดท้ายก็ได้ไปเรียนต่อที่อังกฤษจนได้ พร้อมกับความมุ่งมั่นหางานถ่ายภาพทำเพื่อสะสมประสบการณ์และหารายได้ระหว่างเรียน ผ่านไป 8เดือน หรือช่วงปลายเทอม 2 จึงได้งานเป็นผู้ช่วยช่างภาพงานแต่งงาน แต่ก็โชคดีได้ทำงานกับช่างภาพที่เก่งชื่อ Julie Kim ซึ่งเคยติด Top5 ของช่างภาพงานแต่งงานของอังกฤษ ซึ่งก็มีโอกาสได้ถ่ายภาพนิดหน่อยก่อนงานเลิกแต่พอเขาเห็นรูปก็ชอบ งานถัดไปเลยได้เลื่อนมาเป็นมือรอง หรือช่างภาพคนที่ 2 ทำงานคู่กับเขา
ลักษณะการทำงานของอังกฤษ กับช่างภาพในเมืองไทย โดยเฉพาะงานแต่งงาน ต่างกันเกือบ 100% โดยของไทย ส่วนใหญ่จะมีช่างภาพงานพิธี กับช่างภาพแคนดิด แต่ของอังกฤษจะมีช่างภาพมือหลัก (Main Photographer) กับมือรอง (SecondShooter) ที่จะยืนคนละตำแหน่งแต่ทำงานสัมพันธ์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเดียวกันโดยจะต้องสังเกตการณ์ตำแหน่งการยืน จังหวะการถ่าย คือไม่ถ่ายซ้ำซ้อนกันแต่จะรับส่งภาพกัน เช่นถ้าเขากำลังถ่ายภาพเจ้าสาวกำลังคุยอยู่เราก็มาดูถ่ายอีกมุมให้เห็นว่า เจ้าสาวกำลังคุยอยู่กับใคร
การได้ไปถ่ายภาพงานแต่งงานที่อังกฤษ ถือว่า เป็นจุดที่เราสามารถทำให้คนต่างชาติยอมรับในตัวเราได้เพราะเป็นเรื่องยากที่อยู่ดีๆ ช่างภาพจากเมืองไทย จะได้รับการยอมรับที่นั่น เพราะช่างภาพระดับโลกช่างภาพที่เก่งๆ อยู่ที่อังกฤษเยอะแยะไปหมด
ดีใจที่ได้รับเลือกไปถ่ายภาพงานแต่งงานของดาราเซเล็บของอังกฤษ ซึ่งคนระดับดาราที่นั่นจะจ้างช่างภาพระดับโลกมาถ่ายให้ก็ได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่พอเขาเลือกเราไปถ่ายเพียงคนเดียว วันนั้น สู้ตายผลลัพธ์ออกมาดี แล้วเขาก็ชอบมาก
พูดได้เต็มปากว่าถ้าคิดถึงช่างภาพงานแต่งงาน ชื่อของโอ็ต ชัยสิทธิ์ มักติดอยู่ด้วย จากการทำงานถ่านภาพมา 10ปี มีงานแต่งงานที่ผ่านการลั่นชัตเตอร์ของเขามาแล้วหลายร้อยคู่ กระทั่งปัจจุบัน ต้องจำกัดการรับงานเหลือปีละไม่เกิน 40 คู่ เพื่อรักษาคุณภาพของงานและเพื่อความปราณีตมากขึ้น
จากภาพงานแต่งงานธรรมดา สู่การประกวดภาพถ่าย ซึ่งโอ๊ตบอกว่าต้องยอมรับว่าการผ่านคัดเลือกเข้าไปอยู่ในองค์กรถ่ายภาพระดับสากลหรือสมาคมต่างๆที่รับรองความเป็นมืออาชีพของเราเป็นสิ่งสำคัญ เพราะปัจจุบันช่างภาพมีเยอะมาก ใครๆก็เข้ามาทำอาชีพนี้ได้ ดังนั้น โอ๊ตจึงสมัครเข้าไปอยู่ในสมาพันธ์ช่างภาพแต่งงานโลกเมื่อสอบผ่านการคัดเลือกไปแล้ว จะมีการจัดประกวดผลงานปีละ 4ครั้ง จึงได้เข้าร่วมประกวดด้วย เพื่อกระตุ้นตัวเองให้มีมาตรฐานที่ดี
ผลตอบแทนของการพัฒนาที่ได้คือรางวัล เริ่มจากรางวัลเล็กๆ จนถึงรางวัลใหญ่สุด คือ ได้รางวัลอันดับ 1 ในหัวข้อ First Dance ในการจัดประกวดช่วง 3 เดือนแรกของปี 2557 ( 2014)พอได้รางวัลก็มาประกวดภาพที่ดีที่สุดในปี 2014ก็ได้รับคัดเลือกติด 1 ใน 80 ภาพและติด 1 ใน 20 ภาพที่ดีที่สุดในปี 2014
ตอนนี้มีความสุขกับการเป็นช่างภาพมากชอบแนวถ่ายภาพเกี่ยวกับคน เรียกว่าเป็น Portrait Photographer ตอนนี้กลับมาอยู่เมืองไทยได้3 ปีแล้ว รับงานถ่ายภาพโฆษณา ภาพงานแต่งงาน กล้องที่เลือกมาใช้งานจริงๆ มีหลากหลายมาก แต่ตัวที่หยิบใช้เป็นตัวหลัก เป็นของแคนนอน 5D กับ 6D เพราะให้โทนสีที่ชอบ เหมากับการถ่ายภาพ portrait บริการหลังการขายและการดูแลดูก็ดี
ไอดอล มีหลายคนมากและแต่ละคนนี้มีแนวทางการถ่ายภาพที่ไม่เหมือนกันเลย อย่างเช่น David Bally, TimWalker และอีกหลายๆ คน ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ทำงานถ่ายภาพมาร่วม 30ปี ที่ชอบเพราะชอบแนวคิด ชอบผลงาน เป็นคนเก่ง ที่เก่งด้วยความคิดการสร้างสรรค์ล้วนๆ และแต่ละคนมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน เราก็จะดูจุดเด่นของแต่ละคนอะไรที่เป็นตัวเขาและปรับเข้ากับเราได้บ้าง แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องหาตัวเราให้เจอ ตกตะกอนความเป็นตัวเอง
ตอนนี้ก็พอจะบอกได้ว่าตกตะกอนความเป็นตัวเองแล้ว แต่ละช่วงปี ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ค่อยๆตกตะกอนไป
ผมเองก็เริ่มจากงานรับปริญญามาเป็นช่างภาพงานแต่งงาน และขยับมาเป็นโฆษณาผมเตือนตัวเองเสมอว่าเป็นใคร ถนัดอะไร ซึ่งผมถนัดถ่ายทอดความรู้สึกออกมาทางภาพถ่าย ให้ภาพสื่อสารสิ่งที่อยากจะบอก ถ้าถ่ายภาพออกมาแล้วต้องอธิบายภาพมันไม่ใช่ภาพถ่าย ไม่มีเสน่ห์ เพราะภาพถ่ายที่ดี ต้องทำให้คนดูเกิดจินตนาการต่อได้เปิดมุมมองให้กับคนที่ดูรูปได้
โอ๊ตชัยสิทธิ์ กลับมาอยู่เมืองไทยอย่างถาวรได้ 2 ปีแล้ว เปิดออฟฟิซเล็กๆทำเกี่ยวกับโปรดักชั่นภาพถ่าย แม็กกาซีน โฆษณา รวมถึงถ่ายภาพบุคคลทั่วไปด้วย เขายังมองว่า ไลฟ์สไตล์ต่างๆในชีวิตประจำวันของเรานี่แหล่ะ คือความเป็น Lifester อย่างแท้จริง
แม้การทำให้ความฝันเป็นจริงถือเป็นความสำเร็จ สำหรับ โอ๊ต ชัยสิทธิ์แล้ว เขามองว่าความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน วัดกันไม่ได้ เขามองว่าตราบใดที่ยังถ่ายรูปอยู่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมันไม่มีที่สิ้นสุดการทำงานก็เหมือนกับขั้นบันได ที่เราก้าวเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุดจึงอยู่ที่การตั้งเป้าหมายในแต่ละช่วงว่าจะทำอะไรมากกว่า และแน่นอนว่า ... ฝีมือของเขาไม่มีวันหยุดนิ่ง
------------------------------------------------------------------------------------------------------
ร่วมแบ่งปันความรู้สึกผ่านภาพถ่าย www.canonlife.com