ความล้มเหลวในการติดตามตัว "กำพล วิรเทพสุภรณ์" หรือ "เสี่ยกำพล" ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ ในสถานบริการ อาบ อบ นวด วิคตอเรียซีเครท หนำซ้ำยังมีการดองเรื่องเพื่อขอความเป็นธรรมจากอัยการสูงสุด แต่คดีค้ามนุษย์ แบ่งเป็น 3 คดี คือ คม.24/2561 คม.25/2561 และคม.26/2561

ในคดีที่ คม.24/2561 พนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง “มนัส หรือป๋านัส อ่วมทับ” และ “สมชาย หรือป๋าต้น แสงอุดม” 2 พนักงานเชียร์แขกที่วิคตอเรียซีเครท ในความผิดฐานร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี เป็นธุระจัดหา ชักพาไปหญิงสาวอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น อันเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 2551 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี 2539 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง 2522 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541

คดีนี้ศาลชั้นต้น อ่านคำพิพากษาเมื่อ 24 กันยายน 2561 ให้ “ป๋านัส”  และ “ป๋าต้น” มีความผิดฐานเป็นผู้ดูแลกิจการค้าประเวณี และเป็นธุระจัดหาฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี และความผิดฐานสมคบทำผิด “ค้ามนุษย์” แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีฯ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 2551 ลงโทษจำคุก คนละ 46 ปี แต่จำเลยรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 22 ปี 12 เดือน

แทนที่จำเลยทั้งสองจะน้อมรับคำพิพากษาโดยดุษณี แต่จำเลยเชื่อว่านายใหญ่ของพวกเขาจะหาทนายมือดีมาช่วยจนพ้นผิดได้
จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาล ว่า คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันคดี คม. 26/2561 ที่พนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ได้ยื่นฟ้อง “ศรัทธาธรรม แจ้งฉาย หรือป๋าติ๊ก” ผู้จัดการวิคตอเรียซีเครท กับพวกรวม 7 คน ซึ่งคดีนั้น ศาลชั้นต้น พิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดง คม. 53/2561 ยกฟ้องจำเลยทั้ง 7 ในข้อหา “ค้ามนุษย์” โดยลงโทษเฉพาะข้อหาเป็นธุระจัดหาบุคคลฯ เพื่อสนองความใคร่และค้าประเวณี คดีของจำเลยทั้งสอง ศาลจึงต้องยกฟ้องในข้อหา “ค้ามนุษย์” ด้วย

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาเมื่อ 19 พ.ย.2562 ว่า คดีของจำเลยทั้งสอง อัยการโจทก์ บรรยายพฤติการณ์ฟ้องและนำสืบพยานหลักฐานจนฟังได้ว่า ร่วมกันค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี และเป็นธุระจัดหาบุคคลฯ สนองความใคร่ผู้อื่น ที่จำเลยทั้ง 2 อุทธรณ์ ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอลงโทษ ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า จำเลยทั้ง 2 ได้กระทำผิดต่อบุคคลจำนวนมาก เป็นการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี จากการค้าประเวณี อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่อุกอาจ ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน 
อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น

ศาลอุทธรณ์ ยังพิพากษาแก้ว่า ให้เพิ่มโทษจำเลยเป็นรายกระทงเป็น 2-10 ปี ข้อหาที่โทษหนักที่สุดคือสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี และเป็นธุระจัดหา บุคคลอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี จำคุก 7 กระทง ๆ ละ 10 ปี เป็นจำคุก 70 ปี รวมกับโทษเป็นธุระจัดหาบุคคลให้ค้าประเวณีโดยขู่เข็ญฯ และข้อหาอื่นอีกหลายกระทง รวมจำคุก “ป๋านัส” และ “ป๋าต้น”  120 ปี จำเลยรับสารภาพเหลือโทษจำคุก 60 ปี เมื่อรวมกับที่ศาลชั้นต้นลงโทษฐานเป็นผู้ดูแลสถานค้าประเวณี จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมโทษเป็นจำคุกคนละ 62 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วให้จำคุกสูงสุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นจำคุกคนละ 50 ปี และพิพากษาให้จำเลยทั้ง 2 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายสองรายสัญชาติเมียนมา คนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้อง คือ 21 เมษายน 2561 

คดีนี้นอกจากศาลสูงจะไม่ยกฟ้อง ยังพิพากษาจำคุกสถานหนักแก่จำเลยทั้ง 2 และจากเดิมศาลอาญา ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นยกคำขออัยการโจทก์ ศาลสูง ตัดสินให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เหยื่อด้วย  คดี คม 24/2561 ศาลฎีกา ไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีจึงถือเป็นที่สุด

3 ปี คดีค้ามนุษย์ อาบ อบ นวด "วิคตอเรีย ซีเครท" จบถึงไหน ..  (1)