เนื่องจากไซบูทรามีนถูกยกระดับเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 1 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561 ส่งผลให้ลงโทษผู้กระทำผิดที่นำไปผสมกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โทษคือผู้ใดที่ผลิต นำเข้า หรือส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีไซบูทรามีนเป็นส่วนผสม จะต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี ปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท ตามมาตรา 115 วรรคหนึ่ง ถ้าผลิตเพื่อขาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี และปรับตั้งแต่ 7 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาทตามมาตรา 115 วรรคสอง ผู้ใดขายจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 4 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท ตามมาตรา 116 ผู้ใดครอบครองจะมีโทษจำคุก 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 140 รวมไปถึงผู้ที่รับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นความผิดด้วย โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 141
9 อันตรายจากไซบูทรามีน
- รู้สึกปากแห้ง คอแห้ง แม้จะกินน้ำก็ไม่หายรู้สึกปากแห้ง
- กินอาหารไม่อร่อย ไม่รู้รสชาติอาหารไม่อร่อย
- เวียนหัว คล้ายๆ คนมีอาการเมา
- ปวดหัว เพราะความดันโลหิตสูง
- รู้สึกคลื่นไส้มากๆ จนถึงขั้นอาเจียน
- ท้องผูก ระบบขับถ่ายรวน
- นอนไม่หลับ รู้สึกไม่สบายตัว
- เกิดอาการใจสั่น ใจเต้นเร็วผิดปกติ
- ปวดตัว รู้สึก ปวดแขน ปวดขา ปวดข้อ
เลือกอย่างไรเมื่อจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก?
ปัจจุบันพบว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก เช่น ยาลดความอ้วน สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อรักษารูปร่างนั้นเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยรุ่นหญิงที่มีค่านิยมอยากผอม ด้วยมองว่าเป็นวิธีที่เห็นผลเร็วและมีประสิทธิภาพดี ซึ่งบางครั้งทำให้ตกเป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อและใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพในทางที่ผิด
“ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยารักษาโรค” หลายครั้งมีการใช้คำโฆษณาทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าสามารถป้องกันหรือรักษาโรคได้ ทั้งที่ อย. ไม่เคยอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์อาหารโฆษณาไปในทางลดน้ำหนัก ซึ่งที่ผ่านมามักพบผลิตภัณฑ์ลักลอบใส่ไซบูทรามีน ซึ่ง อย. ได้ยกเลิกทะเบียนยาออกไปแล้วเพราะเกิดผลข้างเคียงอันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือด จนอาจเสียชีวิตได้
ยาลดความอ้วน : เหมาะสำหรับผู้ที่ผ่านการวินิจฉัยโดยแพทย์แล้วว่าเป็น “โรคอ้วน” มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสุขภาพแทรกซ้อน ร่วมกับแพทย์พิจารณาแล้วว่าไม่สามารถลดน้ำหนักได้ดี เช่น ลดปริมาณอาหารให้พลังงานสูงร่วมกับการออกกำลังกายเป็นเวลานาน 3–6 เดือนแล้วไม่เกิดผลการเปลี่ยนแปลง การใช้ยาลดความอ้วน ไม่ควรหาซื้อด้วยตนเองตามร้านขายยา ร้านเสริมสวย ร้านค้าออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ต หรือคลินิกที่ไม่มีการตรวจของแพทย์ รวมถึงจากร้านค้าที่ลักลอบนำมาขาย เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ สำหรับสารหรือยาที่มักพบในชุดยาลดน้ำหนัก ได้แก่ กลุ่มแอมเฟตามีน ยาไทรอยด์ฮอร์โมน ยาขับปัสสาวะ ยาถ่ายหรือยาระบาย และกลุ่มยานอนหลับ ดังนั้น กรณีจำเป็นต้องใช้ยาลดความอ้วนควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เท่านั้น
สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนัก : แนะนำให้ใช้การควบคุมน้ำหนักแบบธรรมชาติด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค อ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ จึงควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีเลขสารบบอาหาร อ่านข้อมูลของผลิตภัณฑ์และข้อมูลโภชนาการจากฉลาก ไม่ควรเชื่อข้อมูลจากการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง หากพบปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือ Social Media: FDATHAI
6 หลักการลดความอ้วนแบบถูกต้อง ปลอดภัย และยั่งยืน
- ลดไขมันในร่างกาย ไม่ใช่ลดแต่เพียงกล้ามเนื้อ
- อย่าหยุดกินอาหาร เลือกกินสารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่จากผักและผลไม้
- ลดปริมาณอาหารหรือเปลี่ยนเป็นอาหารที่มีพลังงานต่ำ
- หลีกเลี่ยงอาหารทอด ผัด และอาหารที่มีไขมัน
- อัตราการลดน้ำหนักที่เหมาะสมในระยะสั้น คือ ใน 1 สัปดาห์ ควรลดน้ำหนักให้ได้ 0.5 – 1 กิโลกรัม และใน 6 เดือน ควรลดให้ได้ 5 – 10% ของน้ำหนักตัวปัจจุบัน
- รักษาน้ำหนักตัวที่ลดลงให้คงที่ไปมากกว่า 1 ปี เพื่อการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ การลดน้ำหนักที่ได้ผลดีที่สุด คือควบคุมการรับประทานอาหารควบคู่กับการออกกำลังกาย จะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ