กินน้ำผึ้งทุกวันจะเป็นเบาหวานหรือไม่ แล้วคนเป็นเบาหวานกินน้ำผึ้งได้ไหม?
24 พ.ย. 2566

“น้ำผึ้ง” ความหวานจากธรรมชาติดีต่อสุขภาพอย่างไร ทำไมถึงมีสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ แล้วกินทุกวันได้ไหม คนเป็นเบาหวานกินได้ใช่หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบ!!!
Lifestyle
24 พ.ย. 2566

“น้ำผึ้ง” ความหวานจากธรรมชาติดีต่อสุขภาพอย่างไร ทำไมถึงมีสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ แล้วกินทุกวันได้ไหม คนเป็นเบาหวานกินได้ใช่หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบ!!!
เราเคยได้ยินว่า “น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะ” เป็นยาจากธรรมชาติ หากย้อนกลับไปในอดีตก่อนที่มนุษย์จะรู้จัก “น้ำตาล” มนุษย์ใช้ความหวานจากน้ำผึ้งใส่ในอาหาร ใช้น้ำผึ้งปรุงยาทั้งตำรับแพทย์แผนโบราณแพทย์แผนจีน ต่อเนื่องมาจนถึงการวิจัยส่วนผสมในยารักษาโรค และอาหารเสริมยุคปัจจุบัน
การศึกษาวิจัยทางคลินิก ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Complementary Therapies in Medicine พบว่าการบริโภคน้ำผึ้งช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ลดความดันโลหิต และลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าดัชนีมวลกาย (BMI)
ในน้ำผึ้งมีอะไร?
น้ำผึ้งผลิตจากน้ำหวานที่ผึ้งสะสมจากดอกไม้พืชพันธุ์ต่างๆ ประกอบด้วยน้ำตาลประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นน้ำ แร่ธาตุ กรด โปรตีนบางชนิด และสารชนิดอื่นๆ
สารที่ให้รสหวานในน้ำผึ้งจะมีส่วนผสมของน้ำตาลหลากหลายชนิด ได้แก่ น้ำตาลฟรุกโตส 35 – 40 % กลูโคส 30 – 35% และซูโครสอีกเล็กน้อย โดยน้ำผึ้งมีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ที่ 60 ซึ่งจัดอยู่ในช่วงปานกลางดังนั้น น้ำผึ้งถือว่าเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตเหมือนกันกับน้ำตาล
หวานจาก “น้ำผึ้ง” กับ “น้ำตาลทราย” ต่างกันตรงไหน?
จริงๆ แล้วหลายคนคิดว่า น้ำผึ้งเป็นอาหารที่ให้ความหวานตามธรรมชาติ น่าจะดีกว่าน้ำตาลทรายขาวที่ผลิตขายกันตามท้องตลาด แต่ที่จริงแล้ว น้ำผึ้งก็ถือว่าเป็นน้ำตาลเช่นกัน เพราะในทางเคมี น้ำผึ้งมีสารประกอบหลักๆ ที่เหมือนกันกับน้ำตาลทราย คือ “กลูโคส” และ “ฟรุกโตส” ต่างกันตรงที่น้ำตาลทรายเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ ขณะที่น้ำผึ้งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งหมายความว่า ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที
นอกจากนี้ น้ำผึ้งยังให้แคลอรี่สูงกว่าอีกด้วย น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ให้พลังงานประมาณ 22 แคลอรี่ ส่วนน้ำตาลทรายขาวในปริมาณเท่ากัน จะให้พลังงานประมาณ 16 แคลอรี่ แต่น้ำผึ้งให้ความหวานมากกว่า เราเลยใช้ปริมาณน้ำผึ้งในการประกอบอาหารต่างๆ น้อยกว่า
กินน้ำผึ้งทุกวันจะเป็นเบาหวานหรือไม่?
มีงานวิจัยชี้ว่าการกินน้ำผึ้งทุกวันส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับคอเลสเตอรอล และน้ำหนักตัวของผู้ป่วยเบาหวาน จากการศึกษาในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ทั้งหมด 48 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มรับประทานน้ำผึ้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์ กับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานน้ำผึ้ง ผลออกมาคือผู้ที่บริโภคน้ำผึ้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีน้ำหนักและระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานลดลง แต่ในขณะเดียวกันน้ำผึ้งก็ทำให้ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดสูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงควรบริโภคอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้รับประทานเกินวันละ 6 ช้อนชา (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) มิฉะนั้นอาจเป็นผลร้ายต่อสุขภาพแทน
…แล้วแบบนี้ผู้ป่วยเบาหวานยังสามารถเลือกกินน้ำผึ้งแทนการกินน้ำตาลได้ไหม
จำไว้เสมอว่า น้ำผึ้งก็คือน้ำตาลจากธรรมชาติ มีองค์ประกอบของน้ำตาลทั้งกลูโคส ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ทันที และฟรักโตส ที่ต้องย่อยให้เป็นกลูโคส
อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจคือ น้ำผึ้งมีผลให้น้ำตาลในเลือดขึ้นช้ากว่า แต่ก็ขึ้น (ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย) อยู่ดี ซึ่งในคนที่เป็นเบาหวาน ถ้าควบคุมไม่ได้ ไม่แนะนำให้ใช้น้ำผึ้ง ถ้าควบคุมได้ จากที่เคยใช้น้ำตาลเท่าไหร่ ถ้าเอาน้ำผึ้งเข้าไป “แทนที่” ในปริมาณที่เท่ากัน
แล้วน้ำตาล “ขึ้นช้ากว่า” ดีอย่างไร?
ในคนปกติเมื่อน้ำตาลขึ้นเร็ว เช่น กลูโคส ดัชนีค่าน้ำตาลเป็น 100% ร่างกายจะมีอินซูลินมาทำให้ระดับน้ำตาลลดลงค่อนข้างรวดเร็ว แต่ในคนเป็นเบาหวานมีความผิดปกติในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดการที่น้ำตาลขึ้นสูงในเวลาอันรวดเร็วอาจเกิดการทำลายของเส้นเลือดตรงปลายประสาทได้ง่ายมากขึ้น
“น้ำผึ้ง” จากการศึกษาพบว่าค่าดัชนีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายอยู่ที่ 70-80% ขึ้นกับปริมาณกลูโคส ซึ่งถ้ามีมาก น้ำตาลจะขึ้นเร็วตามไปด้วย
น้ำผึ้งกินแค่ไหนให้พอดี
การกินน้ำผึ้งในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับคนปกติไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน (ขึ้นกับน้ำหนักตัวและการใช้พลังงาน) ในเด็กไม่ควรเกิน 4 ช้อนชาต่อวัน
สำหรับคนที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูงหรือผู้ป่วยเบาหวาน ควรได้รับคำแนะนำจากนักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหาร ที่สำคัญคือ ไม่ควรกินในรูปของเครื่องดื่มเพราะดูดซึมเร็วและมีปริมาณน้ำตาลสูง
...รู้แบบนี้แล้ว ใครที่ชื่นชอบน้ำผึ้งก็ยังทานกันได้อยู่ และยังได้รับประโยชน์จากน้ำผึ้งกันไปเต็มๆ ไม่ต้องกลัวโรคอะไรร้ายแรง เพียงแต่ควรจำกัดปริมาณในการทานอย่าให้มากเกินไป และหากเริ่มมีอาการท้องอืด ท้องเสีย แนะนำให้หยุดทานสักระยะ อาการน่าจะดีขึ้น
ข่าวล่าสุด