เนชั่นทีวี

Lifestyle

รีบลุกไปแปรงฟัน นักวิจัยเผยโรคปริทันต์เชื่อมโรคสมองเสื่อม เบาหวาน หัวใจ

07 ส.ค. 2566 | warunee_man

รีบลุกไปแปรงฟัน นักวิจัยเผยโรคปริทันต์เชื่อมโรคสมองเสื่อม เบาหวาน หัวใจ

สุขภาพช่องปากห้ามละเลย! นักวิจัยญี่ปุ่นเผยรายงาน Neurology ชี้โรคเหงือกอักเสบ กระทบสมองฮิปโปแคมปัส เสี่ยงอัลไซเมอร์ สมองเสื่อม ขณะที่งานวิจัยบางชิ้นระบุโรคปริทันต์เชื่อมโยงกับโรคสมองเสื่อม โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

เปิดรายงานจากวารสารด้านประสาทวิทยา Neurology ที่ระบุถึงงานวิจัยของ Satoshi Yamaguchi นักวิจัยจาก Tohoku University ในประเทศญี่ปุ่น ที่ค้นพบว่า “โรคเหงือก” และ “การสูญเสียฟัน” เกี่ยวข้องกับการหดตัวของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นสมองด้านความจำ และมักพบการหดตัวลักษณะนี้ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

รีบลุกไปแปรงฟัน นักวิจัยเผยโรคปริทันต์เชื่อมโรคสมองเสื่อม เบาหวาน หัวใจ

โดยก่อนหน้านี้ในปี 2020 ก็มีรายงานคล้ายกันนี้เผยแพร่ออกมาเช่นกัน โดยเป็นงานวิจัยของ ดร.แองเจลา คาเมอร์ จากวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก โดยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “กลุ่มแบคทีเรียที่ไม่สมดุล” ซึ่งพบอยู่ใต้เหงือก ซึ่งเชื่อมโยงกับสารชีวภาพบางอย่างใน “น้ำไขสันหลัง” ที่บ่งชี้ถึงโรคอัลไซเมอร์ในผู้ใหญ่

สุขภาพช่องปากส่งผลต่อ "สมอง" ได้อย่างไร?

นักวิจัยชาวญี่ปุ่น Satoshi Yamaguchi อธิบายว่า การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการอักเสบเรื้อรังบริเวณเหงือกและฟัน อาจเพิ่มความเสี่ยงของ “ภาวะสมองเสื่อม” ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส หรือที่ทางวิทยาศาสตร์เรียกปฏิกิริยานี้ว่า “การหดตัวของสมอง” เนื่องจากพบว่าจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเหงือกอักเสบนั้น อาจบุกรุกเข้าเซลล์สมองและทำลายเนื้อเยื่อประสาทได้

สำหรับกรณี “ฟันผุและการสูญเสียฟัน” ยามากุจิกล่าวว่า ฟันที่หายไปสามารถลดการกระตุ้นการเคี้ยว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในผู้ป่วยที่ฟันบดเคี้ยวหายไปเชื่อมโยงกับภาวะสมองหดตัว ในขณะที่หากฟันและเหงือกแข็งแรง ฟันอยู่ครบและทำหน้าที่บดเคี้ยวได้อย่างปกติ ก็จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนไปยังสมอง ทำให้สุขภาพสมองแข็งแรง 

อย่างไรก็ตามนักวิจัยย้ำว่า การศึกษานี้ไม่ได้พิสูจน์ว่ามีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างโรคเหงือกและการหดตัวของสมอง แต่การศึกษานี้ชี้ชัดว่า จำนวนฟันที่หายไปและการเกิดโรคเหงือกอักเสบ มีความสัมพันธ์กับอัตราการฝ่อของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งส่วนใหญ่มักพบในกลุ่มวัยทำงานตอนปลายและกลุ่มผู้สูงอายุ ในวัย 55 ปี ขึ้นไป (เป็นผลที่ได้จากการทดลองในกลุ่มตัวอย่างที่ค่อนข้างเล็กจำนวน 172 คน) 

“เราจำเป็นต้องยืนยันผลการศึกษานี้อีกครั้ง โดยทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงจำเป็นต้องมีการศึกษาแบบแทรกแซงเพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ และเพื่ออธิบายกลไกความเชื่อมโยงดังกล่าว” ยามากุจิ กล่าว 

"โรคเหงือก" เป็นภัยเงียบและอาจรุนแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว!

แม้จะมีข้อจำกัดเหล่านี้ แต่การศึกษาก็แสดงหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า การรักษาสุขอนามัยช่องปากที่ดีสามารถปกป้องเราจากโรคทางสมองในภายหลังได้ อย่างไรก็ตาม โรคเหงือกถือเป็น "ภัยเงียบ" และอาจรุนแรงขึ้นโดยไม่มีอาการเจ็บปวด จึงทำให้หลายคนมองข้ามการดูแลรักษาเหงือกและฟันอย่างเหมาะสม

ขณะที่ ดร.โรดริโก เนวา (Rodrigo Neiva) ประธานแผนกปริทันตวิทยาของ Penn Dental Medicine ได้ให้ข้อมูลผ่าน New York Times ซึ่งก็พบว่าสอดคล้องกับข้อมูลข้างต้นโดยระบุว่า โรคเหงือกอักเสบและปริทันต์เป็นโรคที่เงียบมาก ผู้ป่วยมักไม่รู้ตัวจนกว่าจะสูญเสียฟัน 

จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา รายงานว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาที่มีอายุเกิน 30 ปี แสดงอาการของ “โรคเหงือก”  และร้อยละ 9 เป็นโรคเหงือกรุนแรงหรือที่เรียกว่า “โรคปริทันต์” เมื่อปล่อยไว้โดยไม่รักษา โรคเหงือกจะแก้ไขได้ยากขึ้น และงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่า โรคปริทันต์เชื่อมโยงกับโรคสมองเสื่อม โรคเบาหวาน และโรคหัวใจอีกด้วย นอกจากนี้ มีรายงานจากการศึกษาระหว่างประเทศในปี 2021 ที่ทำกับกลุ่มตัวอย่างมากกว่าหนึ่งล้านคนพบว่า ผู้ที่มีสุขภาพฟันไม่ดี มีโอกาสเกิดโรคอัลไซเมอร์มากกว่า 21% รวมถึงงานวิจัยอีกหลายชิ้นยืนยันว่า “โรคเหงือกอักเสบ” มีความเชื่อมโยงกับการเกิด “โรคเบาหวาน” “โรคหัวใจ” รวมถึงนำไปสู่การอักเสบในระบบต่าง ๆ แบบเรื้อรังด้วย

รีบลุกไปแปรงฟัน นักวิจัยเผยโรคปริทันต์เชื่อมโรคสมองเสื่อม เบาหวาน หัวใจ

ดูแลเหงือกและฟันอย่างไรให้ห่างไกลความเสี่ยง "ภาวะสมองเสื่อม"

การดูแลสุขภาพช่องปากในทุกช่วงวัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการมีวินัยในการแปรงฟันทุกวันๆ ละ 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำจาก University of Rochester Medical Center เพิ่มเติม ดังนี้ 

1. การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ช่วยป้องกันเหงือกอักเสบ ฟันผุ และการสูญเสียฟันได้ 

2. ควรไปขูดหินปูนและตรวจฟันโดยทันตแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง

3. แปรงฟันให้ถูกต้องโดยวางแปรงสีฟันทำมุม 45 องศา กับเหงือก แล้วแปรงฟันแต่ละซี่ 15 ถึง 20 ครั้ง ขยับแปรงเบา ๆ ขึ้นลงโดยใช้จังหวะสั้น ๆ อย่าขัดถูไปมาในทิศทางซ้ายขวา

4. ใช้แปรงขนนุ่มและยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์เสมอ

5. ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 หรือ 4 เดือน หรือหลังจากที่เป็นหวัด, คออักเสบ 

6. อย่าเก็บแปรงสีฟันไว้ในภาชนะปิด เพราะกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ 

7. ใช้ไหมขัดฟันอย่างระมัดระวัง จับไหมขัดฟันให้แน่นระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ สอดไหมไว้ระหว่างซี่ฟันและค่อย ๆ ขยับไหมขัดฟันให้เลื่อนขึ้นและลง 

8. เมื่อไหมขัดฟันมาถึงขอบเหงือก ให้พันรอบฟัน 1 ซี่ ถูด้านข้างของฟันเบา ๆ ขยับไหมขัดฟันขึ้นและลง (ระดับต่ำกว่าขอบเหงือก) ทำซ้ำกับฟันทุกซี่ อย่าลืมใช้ไหมขัดฟันซี่ที่อยู่ด้านหลังด้วย

 

รีบลุกไปแปรงฟัน นักวิจัยเผยโรคปริทันต์เชื่อมโรคสมองเสื่อม เบาหวาน หัวใจ

ทางด้านข้อมูลโดย อ.ทพ.ดร.อรรถวุฒิ เลิศพิมลชัย ภาควิชาปริทันตวิทยา คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าสุขภาพช่องปากสามารถเกี่ยวโยงไปถึงสุขภาพอื่นโดยรวม โดยเฉพาะโรคหัวใจ การที่เราไม่แปรงฟัง แปรงฟันไม่ถูกวิธี หรือไม่ได้ขัดฟันเป็นเวลานานก็จะทำมีให้เชื้อโรคมาสะสมอยู่ในช่องปาก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทางทันตกรรมก็จะทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบหรือรำมะนาด ซึ่งโรคนี้จะมีผลเกี่ยวโยงกับโรคอื่นๆ ตามมา

“ในเหงือกของคนไข้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบหรือรำมะนาดจากการแปรงฟันไม่สะอาดจะมีเชื้อโรคหมักหมมอยู่ตลอดเวลา เชื้อโรคนี้สามารถหลุดรอดเข้าไปผ่านกระแสเลือดและมีผลต่ออวัยวะต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเชื้อโรคเอง รวมทั้งสารสื่ออักเสบต่างๆ มากมายที่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ผลการศึกษาพบว่าคนไข้  3 ใน 4 หรือประมาณ 75  % ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรครำมะนาด หลายคนแทบไม่มีอาการเลย อย่างมากก็แค่แปรงฟันมีเลือดออก มีกลิ่นปาก หรืออาจมีอาการเหงือกบวม เป็นๆ หายๆ ซึ่งสามารถนำไปสู่โรคหัวใจและโรงสมองเสื่อมได้โดยที่ไม่รู้ตัว” อ.ทพ.ดร.อรรถวุฒิ กล่าว

อ.ทพ.ดร.อรรถวุฒิ ได้แนะนำวิธีง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยการแปรงฟันให้สะอาดอย่างถูกวิธี  โดยวางแปรงสีฟันให้ทำมุม 45 องศากับคอฟัน และขยับแปรงไปมาสั้นๆ ในลักษณะสะบัดข้อมือเบาๆ ทำเช่นนี้กับฟันทั้งด้านนอกและด้านใน ฟันบนและฟันล่าง จากนั้นให้แปรงฟันด้านบดเคี้ยวทั้งฟันบนและฟันล่างแล้วแปรงไล่ไปจนสะอาด ส่วนบริเวณด้านในของฟันหน้าบนและฟันหน้าล่าง ค่อยๆ แปรงไล่ไปทุกซี่ให้ขนแปรงสัมผัสกับผิวฟันด้านในแต่ล่ะซี่  การแปรงด้านหน้าของฟันทั้งบนและล่างให้แปรงในลักษณะวนเป็นวงกลมพร้อมกับขยับเบาๆ ด้วย เพื่อประสิทธิภาพในการแปรงฟันที่ดี รวมถึงการใช้อุปกรณ์เสริมในการช่วยทำความสะอาดซอกฟัน เพราะการแปรงฟันอย่างเดียวไม่สามารถทำความสะอาดบริเวณฟันที่อยู่ชิดกันมากได้ การใช้ไหมขัดฟันเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้อย่างต่อเนื่อง และควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันทุกๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี

 

 

 ที่มา ; newsweek ,  ทันตแพทย์ จุฬาฯ เตือนไม่แปรงฟันเสี่ยงโรคหัวใจ และสมองเสื่อม

 

 

ข่าวล่าสุด