เนชั่นทีวี

Lifestyle

เปิดที่มาฉายาราชินีผักใบเขียว (Queen of Greens)

25 เม.ย. 2566

เปิดที่มาฉายาราชินีผักใบเขียว (Queen of Greens)

รวมทุกข้อข้องใจ ทำไม "ผักเคล" จึงจัดเป็น Super Food เจ้าของฉายา "ราชินีผักใบเขียว" ส่องประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภค เรื่องดีๆ ที่คนรักสุขภาพต้องรู้!!

ผักเคล (Kale) หรือคะน้าใบหยิก เป็นผักใบเขียวที่กระแสดีในกลุ่มคนรักสุขภาพ จนหลายๆ คนเริ่มสงสัยว่าผักเคลประโยชน์ดียังไง นำไปทำเมนูไหนได้บ้าง

สำหรับ เคล เป็นหนึ่งในผักใบเขียวเข้มและมีสีม่วงเข้มแซมอยู่บ้างในบางสายพันธุ์ จัดเป็นพืชผักในวงศ์ Brassicaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica Oleracea อยู่ในตระกูลกะหล่ำ เช่นเดียวกับบรอกโคลีและกะหล่ำดอก ซึ่งผักเคลมีหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นขอบใบเรียบ หรือขอบใบหยัก  แต่สายพันธุ์ที่เราคุ้นเคยมากที่สุดคือผักเคลสายพันธุ์สก็อตเคล (Scots Kale) หรือเคลชนิดใบหยักที่มีใบสีเขียวเข้ม ลำต้นมีลักษณะแข็งและมีเส้นใยมาก

เปิดที่มาฉายาราชินีผักใบเขียว (Queen of Greens)

ฉายาที่ไม่ได้มาเล่นๆ

ผักเคลได้ถูกเรียกว่าเป็น Queen of Greens หรือราชินีแห่งผักใบเขียว เพราะเต็มเปี่ยมด้วยวิตามินและสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย แม้ทานในปริมาณเล็กน้อย นับตัวผักแม่ด้านการดีท็อกซ์ ซึ่งเหมาะที่สุดในการใช้ผสมกับสมูทตี้ อาหารเช้า เครื่องดื่มต่างๆ เพราะไม่ทำให้รสชาติอาหารเปลี่ยน เป็นตัวเลือกในการลองทางผักลำดับต้นๆ ของคนอยากลองกินผัก

 

เปิดที่มาฉายาราชินีผักใบเขียว (Queen of Greens)

ผักเคลกับคุณค่าทางโภชนาการที่ถูกขนานนามว่าราชินีผักใบเขียว

เหตุผลที่ผักเคลถูกยกให้เป็นราชินีผักใบเขียว เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์แน่น ๆ โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ระบุข้อมูลผักเคลดิบในปริมาณ 100 กรัม ว่าจะให้คุณค่าทางสารอาหาร ดังนี้

  • น้ำ 89.6 กรัม
  • พลังงาน 43 กิโลแคลอรี
  • ไนโตรเจน 0.47 กรัม
  • โปรตีน 2.92 กรัม
  • ไขมันทั้งหมด 1.49 กรัม
  • เถ้า 1.54 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 4.42 กรัม 
  • น้ำตาล 0.8 กรัม
  • ไฟเบอร์ 4.1 กรัม
  • น้ำตาล 0.8 กรัม
  • แคลเซียม 254 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 1.6 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 32.7 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 55 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 348 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 53 มิลลิกรัม
  • สังกะสี 0.39 มิลลิกรัม
  • ทองแดง 0.053 ไมโครกรัม
  • แมงกานีส 0.92 มิลลิกรัม
  • ซีลีเนียม 1.1 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 93.4 มิลลิกรัม
  • ไทอะมีน 0.113 มิลลิกรัม
  • ไรโบฟลาวิน 0.347 มิลลิกรัม
  • ไนอะซิน 1.18 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 กรดแพนโทเทนิค 0.37 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.147 มิลลิกรัม
  • โฟเลต 62 ไมโครกรัม
  • เบต้าแคโรทีน 2,870 ไมโครกรัม
  • คริปโตแซนทิน 27 ไมโครกรัม
  • ลูทีน + ซีแซนทีน 6,260 ไมโครกรัม
  • วิตามินอี 0.66 มิลลิกรัม
  • วิตามินเค 390 ไมโครกรัม
  • วิตามินเอ 241 ไมโครกรัม

 

เปิดที่มาฉายาราชินีผักใบเขียว (Queen of Greens)

ไฮไลท์ความเด็ดของเคลที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เมื่อเทียบน้ำหนักแคลอรี่ต่อแคลอรี่แล้ว คือ

  • ผักเคลมี "แคลเซียม" มากกว่านม ช่วยบำรุงกระดูก เหมาะสำหรับคนแพ้นมวัว
  • ผักเคลมี "วิตามิน K" ที่ช่วยสร้างความแข็งแรงของกระดูก
  • ผักเคล อุดมด้วย "วิตามิน C" ที่มีมากกว่าผักโขม 10%
  • ผักเคลมี "ธาตุเหล็ก" มากกว่าเนื้อวัว
  • ผักเคลมี "กรดไขมัน Omega 3" ที่เป้นช่วยลดคอเลสเตอรอล
  • ผักเคลเป็นพืชที่ "แคลอรี่ต่ำ ไขมันต่ำ"
  • ผักเคลอัดแน่นด้วย "โฟเลต" และ "วิตามินบี" ช่วยบำรุงสมอง
  • ผักเคลมีค่าสารต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่าแครนเบอร์รี่ที่ 1,750 ตามค่า ORAC ของ USDA

นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งของที่มาฉายา Queen of Greens หรือราชินีแห่งผักใบเขียว นอกจากนี้ ผักเคลยังมีชื่อเรียกอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ The new beef  รวมถึงเป็น A nutritional housepower อีกด้วย

คุณประโยชน์ของเคล ที่ทำให้ได้ชื่อว่าเป็น Super Food

1. เคลผักที่ได้ชื่อว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ด แคลอรี่ต่ำ ไฟเบอร์สูง ไม่มีไขมัน

มีค่าวิตามิน K 684% วิตามิน A 206% และ วิตามิน C 134% ต่อที่ควรได้รับต่อวัน! นอกจากนี้ ประโยชน์ต่อสุขภาพของผักเคลยังมาจาก omega-3 omega-6 ลดการอักเสบของร่างกาย ด้วยวิตามิน K ที่สูงขนาดนี้ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ดี ป้องกันเลือดออกมาก ผู้เชี่ยวชาญบำงกลุ่มยังใช้วิตำมิน K จากเคลในการรักษาโรคกระดูกพรุน แต่ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงประสิทธิภาพการทำงานด้านนี้ แต่ที่แน่ๆ วิตามิน K มีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม วิตามิน A (Retinol) ยังช่วยเรื่องการลดรอยเหี่ยวย่นของผิว ลดอายุของผิว และเรตินอลยังช่วยเรื่องการงอกของผม ช่วยบำรุงสายตาเพราะลูทีนในผักเคล เป็นเสมือนตัวกรองแสงสีฟ้าให้กระจกตา ช่วยให้เซลล์บริเวณดวงตาแข็งแรง

 

2. ผักเคลแน่นด้วยสารต้านอนุมูลอิสระช่วยต้านมะเร็ง

ทั้งแคโรทีนอยด์ โพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์ ช่วยปกป้องร่างกายจากมะเร็งจึงเป็นเหตุผลที่คุณควรเริ่มทานเคลได้แล้ว beta-carotene และ vitamin C ที่มีมากในเคล ช่วยต่อต้านความเสียหายจากอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวเร่งความแก่ของเซลล์ และโรคมากมายรวมทั้งมะเร็ง

3. เคลดีต่อผิว ระบบเผาผลาญ และภูมิคุ้มกัน

การปรุงผักเคลผ่านความร้อนอาจทำลายวิตามิน C และโพลีฟีนอล ทำให้สารต้านอนุมูลอิสระบางอย่างสลายไป จึงควรทานเคลแบบสดๆ หรือผงแบบดิบ และใส่อาหารที่ไม่ต้องทำให้สุก สำหรับ วิตำมิน C ช่วยป้องกันโรคหวัด ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระบบเผาผลาญซึ่งจำเป็นต่อการลดน้ำหนัก ให้ความชุ่มชื้นแก่เซลล์ และทำให้ผิวมีสุขภาพดี ลดริ้วรอย ชะลอวัย แค่ทานเคล 1 ถ้วย หรือ 36 กรัมร่างกายก็จะได้รับวิตามิน C เกินกว่า 100% ของที่ควรจะได้รับต่อวันแล้ว เปรียบเทียบ เคล 1 ถ้วยกับส้ม 1 ถ้วย เคลให้วิตามิน C มากกว่าส้ม ซ้ำยังมีน้ำตาลน้อยกว่า 20 เท่าเรียกได้ว่าแทบไม่มีน้ำตาลเลย

 

4. ลดคอเลสเตอรอล ช่วยให้หัวใจแข็งแรง

ผักเคลขึ้นชื่อว่าเป็นผักใบเขียวที่มีประสิทธิภาพในการช่วยลดคอเลสเตอรอลมากที่สุด ความสามารถอันนี้ทำให้ดีต่อหัวใจ มีงานวิจัยพบว่า การดื่มน้ำผักเคลเป็นประจำทุกวันติดต่อกัน 12 สัปดาห์ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอล HDL ที่ดีขึ้นถึง 27% และลดคอเลสเตอรอลตัวร้าย LDL ลงไป 10%

 

5. ดีท็อกซ์ ลดสารพิษสะสมในร่างกาย

เคล ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวล้างสารพิษโดยธรรมชาติ เช่นเดียวกับ สไปรูลิน่า เพราะมีไฟเบอร์และซัลเฟอร์ช่วยดึงพิษสะสมและกำจัดออกจากร่างกาย สารพิษที่สารอาหารจากเคลเข้าไปช่วยกำจัด ได้แก่ สารตกค้างจากอาหารแปรรูป มลภาวะ ยาฆ่าแมลง และสารพิษตกค้างจากยา ซึ่งถ้าสะสมมากในร่างกายก็จะเพิ่มโอกาสในการเกิดโรค ดังนั้นการดีท็อกซ์ร่างกายเป็นระยะจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับยุคสมัยนี้ ผงเคลแบบออร์แกนิคบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนผสมจากสารเคมี คือคำตอบในการชำระล้างสารตกค้างข้างใน ช่วยทำให้ตับมีสุขภาพดีขึ้น

 

6. ธาตุเหล็กสูง ช่วยการไหลเวียนโลหิต

หากเทียบต่อแคลอรี่แล้ว เชื่อหรือไม่ว่าเคลยังมีธาตุเหล็กสูงกว่าเนื้อแดงซะอีก ซึ่งเหล็ก เป็นตัวสำคัญทำให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรง จากการช่วยให้เลือดลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆของร่างกาย ช่วยให้เซลล์เติบโต และจำเป็นต่อการทำงานของตับ และอื่นๆอีกมากมาย

 

7. ไฟเบอร์สูง ตัวช่วยสำคัญของคนลดน้ำหนัก

เคลให้คาร์โบไฮเดรตที่มีค่า Glycemic Index (GI) ต่ำ ซึ่งค่านี้ใช้วัดความเร็วหรือช้าของอาหารที่มีคาร์บในการเพิ่มน้ำตาลในเลือดนั่นเอง เคลจัดอยู่ในกลุ่มที่มีค่า GI ต่ำช่วยจัดการระดับอินซูลิน การทานเคลจึงช่วยสนับสนุนการลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพอย่างดีเลิศ ทั้งยังเป็นผักที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์แน่น ๆ ถึง 4.7 กรัม ต่อ 1 ถ้วยตวง ซึ่งไฟเบอร์ในเคลไม่ได้แค่ช่วยในเรื่องการขับถ่ายเท่านั้น แต่ไฟเบอร์ของมันยังช่วยดักจับไขมัน ลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกทาง และแน่นอนว่าผักเคลไม่ทำให้อ้วนได้ เพราะเคลแคลอรีต่ำมาก คาร์บและน้ำตาลก็น้อย แต่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยในการลดน้ำหนัก ตั้งแต่ทำให้อิ่มง่าย ช่วยในการย่อยสารอาหารต่าง ๆ ช่วยในการขับถ่าย ดักจับไขมัน แต่ทั้งนี้ก็ไม่แนะนำให้พึ่งแต่ผักเคลช่วยลดน้ำหนักนะคะ เพราะการลดน้ำหนักต้องมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคุมอาหาร หันไปออกกำลังกาย ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ หลีกเลี่ยงความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

 

8.ช่วยลดไขมัน ลดน้ำตาลในเลือด

เคลจัดเป็นผักที่ช่วยลดไขมันในเลือดได้ เพราะมีไฟเบอร์ที่ช่วยในการขับถ่าย ช่วยดักจับไขมัน อีกทั้งสารลูทีนที่มีอยู่ในเคลยังมีส่วนช่วยลดไขมันเลว LDL และยังมีงานวิจัยที่ศึกษาในกลุ่มอาสาสมัครจำนวน 149 คน พบว่าคนที่รับประทานผงสกัดจากเคลในปริมาณวันละ 14 กรัม ติดต่อกันนาน 8 สัปดาห์ มีระดับไขมันเลว LDL ลดลง ร่วมกับมีระดับความดันโลหิตลดลง ไขมันหน้าท้องลดลง และระดับน้ำตาลในเลือดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

9.เป็นแหล่งของวิตามินเค ช่วยในการแข็งตัวของเลือด

ผักเคลมีวิตามินเคค่อนข้างสูง จากข้อมูลพบว่า ผักเคลดิบในปริมาณ 1 ถ้วยตวง ให้วิตามินเคเกือบ ๆ 70% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ดังนั้นผักเคลจึงดีกับคนที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือมีภาวะเลือดไหลไม่หยุด ช่วยในการบำรุงรักษาเนื้อเยื่อและกระดูกได้อีกด้วย

 

10.ช่วยบำรุงและปกป้องดวงตา

ผักเคลมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพดวงตา ทั้งลูทีน ซีแซนทีน ซึ่งมีทำหน้าที่ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย ชะลอการเกิดต้อกระจก และโรคจอประสาทตาเสื่อม นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงสายตาในส่วนการทำงานของจอประสาทตา และมีบทบาทสำคัญด้านการมองในที่มืด อีกทั้งยังมีเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ลูกตา รวมทั้งลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก

 

11.ดีต่อหัวใจ

ในผักเคลมีโพแทสเซียมสูง การกินผักเคลจึงมีส่วนช่วยลดระดับความดันโลหิต ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังมีไฟเบอร์ที่ช่วยลดระดับไขมันเลว LDL ได้อีกทาง

ข้อควรระวัง

  1. ควรล้างผักให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง โดยเฉพาะหากกินผักเคลดิบ
  2. ผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิต กลุ่ม Beta-blockers ที่ต้องจำกัดปริมาณโพแทสเซียมในเลือด ควรจำกัดการรับประทานผักเคลที่มีโพแทสเซียมสูงด้วยเหมือนกัน
  3. ผู้ป่วยโรคไตควรระวังการรับประทานผักเคล เพราะอาจมีปัญหาในการขับโพแทสเซียมจากผักเคลออกจากร่างกาย
  4. ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาร์ฟาริน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักเคล เพราะผักชนิดนี้มีวิตามินเคที่มีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือดอยู่นั่นเอง
  5. ผู้ที่มีภาวะไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism) หรือภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินผักเคล เพราะหากกินปริมาณมากเกินไปจะมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ 
  6. คนมีโรคประจำตัวที่ต้องกินยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินผักเคลหรือผลิตภัณฑ์จากผักเคล

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ หรือาหารชนิดไหนก็ตาม ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป ไม่กินซ้ำ ๆ อยู่อย่างเดียว เพราะหากกินมากเกินไปก็อาจเกิดโทษได้มากกว่าประโยชน์ อย่างผักเคลถ้ากินมาก ๆ ก็เสี่ยงมีอาการท้องอืดหรือท้องผูกได้เช่นกัน