H5N1 สายพันธุ์ใหม่ที่มีสายพันธุ์ย่อย 2.3.4.4b เกิดขึ้นในปี 2563 และทำให้มีการล้มตาย อย่างเป็นประวัติการณ์ในกลุ่มนกป่าและสัตว์ปีกในหลายประเทศในช่วงไม่กี่เดือนทีผ่านมา และยังทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมติดเชื้อ สภาพการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลใจไปทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ไม่เหมือนการระบาดของโรค H5N1 ในช่วงก่อนหน้านี้ซึ่งมีมานานกว่าสองทศวรรษ สายพันธุ์ย่อยนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยอย่างมีนัยสำคัญในคน จนถึงขณะนี้มีเพียงประมาณ 6 คนเท่านั้นที่มีรายงานต่อองค์การอนามัยโลกในคนที่ติดต่อใกล้ชิดกับนกที่ติดเชื้อ และส่วนใหญ่เป็นนกที่อ่อนแอ
ล่าสุด ทางองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า
กำลังเร่งความพยายามในการเตรียมความพร้อมและสังเกตว่ามียาต้านไวรัสและวัคซีนป้องกันโรคระบาดที่ได้รับอนุญาต 20 ชนิดหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะต้องมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับสายพันธุ์ H5N1 ที่แพร่กระจายอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นหากจำเป็น
ทางด้าน ริชาร์ด เว็บบี้ ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือเพื่อการศึกษาด้านนิเวศวิทยาของไข้หวัดใหญ่ในสัตว์และนกขององค์การอนามัยโลก กล่าว การพัฒนาวัคซีนตัวใหม่อาจใช้เวลา 3-4 เดือน อย่างไรก็ตาม ในช่วงดังกล่าว วัคซีนบางชนิดที่สะสมไว้จะสามารถใช้ได้
ห้องปฏิบัติการขององค์การอนามัยโลกมีไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2 สายพันธุ์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไวรัส H5N1 ที่กำลังแพร่กระจายอยู่ ซึ่งผู้ผลิตสามารถใช้ในการพัฒนายาตัวใหม่หากจำเป็น การประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านไข้หวัดใหญ่ทั่วโลกในสัปดาห์นี้เสนอให้มีการพัฒนาวัคซีนใหม่ที่มีความใกล้เคียงกับไวรัส H5N1 สายพันธุ์ 2.3.4.4b มากขึ้น
ก่อนหน้านี้
รัฐบาลจากหลายประเทศทั่วโลกกำลังพิจารณาเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกให้กับสัตว์ในฟาร์ม เพราะมองว่าการจำกัดพื้นที่สัตว์ไว้แค่ในฟาร์ม ไม่สามารถป้องกันพวกมันจากการติดเชื้อไข้หวัดนกได้
นับตั้งแต่การระบาดของไข้หวัดนกในปี 2015 Herve Dupouy เกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดชาวฝรั่งเศสได้ฆ่าฝูงเป็ดของเขาไปถึง4ครั้งเพื่อลดจำนวนเป็ดในฟาร์มลงและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการแพร่ระบาด แต่เมื่อในปัจจุบันการระบาดของไข้หวัดนกเริ่มรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจว่าว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องยอมรับวิธีแก้ปัญหาที่เคยถือเป็นข้อห้ามมาก่อน นั่นก็คือการฉีดวัคซีน
Herve Dupouy กล่าวว่า
“เป้าหมายในตอนนี้คือทำให้สัตว์ของเราไม่ป่วยและไม่แพร่เชื้อ”
อุตสาหกรรมการค้าสัตว์ปีกและส่งออกไข่รายใหญ่ของโลก ตลอดจนผู้ผลิตวัคซีนต่างให้ความเห็นว่า จากความรุนแรงของการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในปีนี้ แนวทางการฉีดวัคซีนทั่วโลก มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกรายใหญ่ที่สุดอย่างสหรัฐฯ จะยังไม่เต็มใจที่จะนำวัคซีนดังกล่าวเข้ามาปรับใช้ก็ตาม
นอกจากค่าใช้จ่ายในการกำจัดสัตว์ปีหลายล้านตัวแล้ว ในหมู่นักวิทยาศาสตร์และรัฐบาลยังมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าหากไวรัสเกิดการกลายพันธุ์ โอกาสที่จะแพร่เชื้อสู่มนุษย์ก็มีมากขึ้นเท่านั้น
“มันเป็นเรื่องที่ทุกประเทศต่างก็กังวล แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก เราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องมีการนำวัคซีนเข้ามาใช้ และเร่งอัตราการฉีดให้ครอบคลุมทุกประเทศ” Marc Fesneau รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของฝรั่งเศสกล่าว
ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ค้าสัตว์ปีกรายใหญ่ของโลกจะต่อต้านการฉีดวัคซีนเนื่องจากกังวลว่าอาจปกปิดข้อมูลการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกและกระทบต่อการส่งออกไปยังประเทศที่แบนการฉีดวัคซีนเพราะมองว่าสัตว์ที่ติดเชื้ออาจเล็ดรอดเข้าสู่ประเทศได้
องค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วไข้หวัดนกได้ลดจำนวนประชากรสัตว์ในฟาร์มไปแล้วทั่วโลก และทำให้นกตายมากกว่า 200 ล้านตัว ซึ่งการที่สัตว์ถูกลดจำนวนลงมากขนาดนี้ ย่อมส่งผลให้ราคาไข่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีส่วนทำให้เกิดวิกฤตอาหารทั่วโลก
ขอขอบคุณที่มา: Posttoday