สังเกตอาการปวดศีรษะ สัญญาณเส้นเลือดสมองโป่งพอง
ในกลุ่มคนที่มีเส้นเลือดสมองโป่งพองขนาดใหญ่แล้วกดทับเนื้อเยื่อสมองหรือเส้นประสาทสมอง อาการที่แสดงออกมาจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ถูกกดทับ เช่น หากกดทับบริเวณเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าผู้ป่วยจะมีอาการปวดร้าวบริเวณใบหน้า เป็นต้น เมื่อเกิดเส้นเลือดสมองโป่งพองขนาดใหญ่จะทำให้เลือดไหลวนอยู่ภายในจนอาจมีลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันในเส้นเลือดสมองส่วนปลายทำให้สมองขาดเลือด อาการที่แสดงออกจะเป็นไปตามบริเวณของสมองที่ขาดเลือด
ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมองโป่งพอง มักจะเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง และเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่ทันเวลาอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพราะเส้นเลือดที่โป่งพองอาจเกิดการขยายและกดทับเส้นประสาท หากปล่อยให้หลอดเลือดโป่งพองและแตกออกจะทำให้เกิดเลือดคั่งในสมอง โดยก้อนเลือดนั้นอาจไปกดเบียดเนื้อสมองทำให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาตได้อีกด้วย
นอกจากนี้ เรายังสามารถสังเกตอาการอื่นๆ ได้ ดังนี้
- สับสน ซึมลง
- แขนขาอ่อนแรง
- หน้าเบี้ยวครึ่งซีก
- มีอาการเหน็บชาตามร่างกายครึ่งซีก
- พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด รวมถึงมีอาการกลืนลำบาก และสำลัก
- เห็นภาพซ้อน ภาพมัว มองไม่ชัด
ส่วนอาการที่ปรากฏเมื่อหลอดเลือดโป่งพองมีการรั่วหรือแตก (Ruptured cerebral aneurysm) ได้แก่ อาการเลือดออกในชั้นเยื่อหุ้มสมอง คือปวดศีรษะฉับพลันทันที คลื่นไส้ อาเจียน ปวดตึงต้นคอ คอแข็ง หมดสติ ชักเกร็ง ระดับความรู้สึกตัวลดลง ซึ่งหากเกิดขึ้น เป็นภาวะที่มีความเสี่ยงต่อการทุพพลภาพและเสียชีวิตค่อนข้างสูง จึงควรรีบพบแพทย์เมื่อสงสัยภาวะนี้
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเส้นเลือดในสมองโป่งพอง
โรคเส้นเลือดในสมองโป่งพองจะรู้ตัวได้ก็ต่อเมื่อมีอาการปวดศีรษะ หรือเกิดอาการที่แสดงออกมากแล้วเท่านั้น ดังนั้น การตรวจสุขภาพจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ตรวจพบโรคเส้นเลือดสมองโป่งพองได้ ซึ่งกลุ่มที่ตรวจพบว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองโดยบังเอิญ มักเป็นกลุ่มที่ไม่มีการแสดงอาการใดๆ แต่ตรวจพบโรคได้จากการตรวจสมอง เช่น การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองความเร็วสูง (CT Scan) เป็นต้น
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของ "โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง"
สาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติและความอ่อนแอลงของผนังหลอดเลือดที่เกิดภายหลัง เช่น
- มีโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีประวัติสูบบุหรี่ ใช้สารเสพติดมาก่อน
- ประวัติคนในครอบครัวใกล้ชิด (first degree relative) มีภาวะหลอดเลือดโป่งพองในสมอง
- มีโรคทางพันธุกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวข้างต้น
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะการดื่มครั้งละมากๆ
- การบาดเจ็บที่บริเวณสมอง
- การติดเชื้อในหลอดเลือด
- การมีภาวะหลอดเลือดแดงฉีกเซาะ
- โรคมะเร็งบริเวณศีรษะและคอ
ปัจจัยบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับโรคทางพันธุกรรม หรือทางกายภาพ ได้แก่
- เพศหญิง
- อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดโป่งพอง
- เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด หรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น Fibromuscular dysplasia, Hereditary hemorrhagic telangiectasis, Ehlers-Danlos syndrome, Marfan syndrome, neurofibromatosis type 1
- มีภาวะโรคถุงน้ำ เช่น polycystic kidney disease, tuberous sclerosis
- มีภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพองแต่กำเนิด
โรคเส้นเลือดโป่งพองในสมองป้องกันได้หรือไม่?
หากพบว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นเส้นเลือดสมองโป่งพอง ควรตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงทุกปี หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีไขมันสูง และเน้นรับประทานผัก ผลไม้ให้มาก หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และการใช้สารเสพติด ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สำหรับผู้ที่เป็นโรคนี้ต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีก
การรักษาโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
เนื่องจากความเสี่ยงของหลอดเลือดโป่งพองขึ้นอยู่กับขนาดของหลอดเลือดที่โป่งพอง โดยเฉพาะหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่กว่า 7 มิลลิเมตรขึ้นไป จะเพิ่มโอกาสของการปริแตกมากขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับขนาดที่เล็กกว่า 7 มิลลิเมตร รวมถึงตำแหน่งของหลอดเลือดโป่งพองซึ่งจะมีผลต่อแรงกระแทกต่อหลอดเลือดนั้น เช่น หลอดเลือด Posterior communicating artery aneurysm จะมีความเสี่ยงในการแตกมากที่สุดเมื่อเทียบกับหลอดเลือดโป่งพองที่มีขนาดเท่ากันในตำแหน่งอื่น เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีแรงกระแทก การไหลวนของเลือด (turbulent flow) มาก
หากหลอดเลือดโป่งพองมีขนาดไม่ใหญ่ มักจะใช้การติดตามเป็นระยะๆ เพื่อดูอัตราการโตของหลอดเลือดโป่งพองนั้น หากมีความเสี่ยงที่จะแตกมากขึ้น จำเป็นจะต้องทำการอุดปิดหลอดเลือดที่โป่งพองเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดปริแตก หรือเมื่อมีการปริแตกของหลอดเลือดโป่งพองนั้นแล้ว จำเป็นต้องทำการอุดปิดรอยรั่วของหลอดเลือดโป่งพองนั้นไม่ให้เกิดเลือดออกซ้ำอีก สามารถทำได้โดยการรักษาทางหลอดเลือด และการผ่าตัดแบบเปิดเพื่อหนีบเส้นเลือด
การรักษาทางหลอดเลือด (Endovascular therapy) วิธีนี้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ แต่จะสอดท่อขนาดเล็กเข้าไปทางหลอดเลือดแดง มักเป็นบริเวณขาหนีบหรือข้อมือ และนำท่อไปถึงบริเวณหลอดเลือดที่โป่งพองในสมอง โดยจะมีอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดเพื่อหยุดเลือดออกและลดความเสี่ยงในการแตกของหลอดเลือดที่โป่งพอง หรือเป็นการใส่ท่อตาข่ายเข้าไปเพื่อให้เลือดมีการไหลเวียนผ่านท่อตาข่ายนี้แทนที่จะผ่านหลอดเลือดที่โป่งพอง โดยแพทย์จะแนะนำวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายก่อนการผ่าตัด วิธีนี้มีระยะเวลาในการฟื้นตัวสำหรับผู้ที่มีการแตกของหลอดเลือดอยู่ที่หลายสัปดาห์จนถึงเป็นเดือนเช่นเดียวกัน แต่ในผู้ที่ยังไม่มีการแตกของหลอดเลือดที่โป่งพองผู้ป่วยอาจฟื้นตัวได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่อาจมีความเสี่ยงในการกลับมาเลือดออกซ้ำได้มากกว่าวิธีการผ่าตัดแบบเปิดเพื่อหนีบเส้นเลือด
การผ่าตัดแบบเปิดเพื่อหนีบเส้นเลือด (Open surgical (microvascular) clipping) แพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะและใช้การหนีบเส้นเลือดเพื่อหยุดการไหลของเลือดเข้าไปในบริเวณที่มีเส้นเลือดโป่งพอง ระยะเวลาในการฟื้นตัวสำหรับผู้ที่มีการแตกของหลอดเลือดอยู่ที่หลายสัปดาห์จนถึงเป็นเดือน และการฟื้นตัวในผู้ที่ยังไม่มีการแตกของหลอดเลือดอยู่ที่ 2-4 สัปดาห์ วิธีนี้เป็นวิธีที่มีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำต่ำ