“ไซบูทรามีน” ภัยร้ายจากยาลดความอ้วน
ไซบูทรามีนจะเข้าไปยับยั้งการหลั่งของสารเคมีภายในร่างกาย ส่งผลให้ไม่อยากอาหารและอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดหัว เวียนหัว ปากแห้ง ท้องผูก นอนไม่หลับ คัดจมูก น้ำมูกไหล มีไข้ อยากอาหาร เวียนศีรษะ ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ไซบูทรามีนเท่านั้น
ยาชนิดนี้ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอื่น เช่น โรคคลั่งผอม (Anorexia) ภาวะความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคจิต ภาวะอารมณ์ดีกว่าปกติ (Mania) ภาวะซึมเศร้า และเกิดความคิดอยากฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายได้ ดังนั้น หากพบสัญญาณใดสัญญาณหนึ่งในข้างต้นหรืออาการอื่นหลังจากใช้อาหารเสริมที่ช่วยลดน้ำหนัก ควรไปพบแพทย์เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
"ไซบูทรามีน" กับกลุ่มเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
การใช้ไซบูทรามีนอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตหากมีโรคประจำตัวและกำลังใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะโรคและยาต่อไปนี้
- โรคหัวใจ
- โรคหลอดเลือดสมอง
- โรคตับ
- โรคต้อหิน
- โรคไต
- ภาวะซึมเศร้า
- โรคลมชัก
- ภาวะเลือดไหลผิดปกติ
- โรคนิ่วในถุงน้ำดี
- ภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis)
- โรคไทรอยด์
- ภาวะความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรงหรือชนิดที่ไม่สามารถควบคุมได้
- ผู้ที่กำลังใช้ยาต้านเศร้า ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด ยาแก้หวัด ยารักษาไมเกรน ยาเสพติด และยากระตุ้นความอยากอาหาร
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ที่กำลังให้นมบุตร
- ผู้สูงอายุ
- เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี อาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากการใช้ยานี้เช่นกัน
เลือกอาหารเสริมลดน้ำหนักอย่างไรให้ปลอดภัย
1 ควรปรึกษาแพทย์ถึงความจำเป็นในการใช้อาหารเสริมในการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งแพทย์อาจแนะนำวิธีอื่นที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยเพื่อช่วยลดน้ำหนักโดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลัง เป็นต้น
2 แยกระหว่างอาหารเสริมที่ช่วยควบคุมน้ำหนักและยาลดความอ้วน อาหารเสริมที่ช่วยควบคุมน้ำหนักมักเป็นอาหารให้แคลลอรี่ต่ำ ทำให้อิ่มเร็ว อยู่ท้อง ช่วยการควบคุมแคลลอรี่ ไม่ได้มีฤทธิ์ลดน้ำหนักโดยตรง แต่ยาลดความอ้วนมักเป็นการใช้สารเคมี อย่างไซบูทรามีน ยาไทรอยด์ ยาขับปัสสาวะ หรือยาบ้า เพื่อทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติจนทำให้น้ำหนักลด ซึ่งอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาลดความอ้วน
3 หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารเสริมลดน้ำหนักมาใช้เอง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ตามเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านั้นอาจมีส่วนผสมของไซบูทรามีนหรือสารอันตรายอื่น ๆ ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงอันตรายได้
4 หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารเสริมที่มีการโฆษณาเกินจริง เช่น น้ำหนักลด 10 กิโลกรัมภายใน 7 วัน โฆษณาสินค้าด้วยภาพก่อนและหลังการใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักผิดกฎหมายและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากไม่ได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนวางจำหน่าย
5 หากต้องการใช้อาหารเสริมในการช่วยควบคุมน้ำหนักก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร ซึ่งสามารถตรวจเลขที่ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้การรับรองผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
6 ผู้ที่เป็นโรคอ้วนลงพุงหรือได้รับผลกระทบจากน้ำหนักตัวที่มากเกิน หากต้องการรักษา ควรไปพบแพทย์ ซึ่งการรักษาอาจเป็นการใช้ยาหรือการผ่าตัดขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค โดยแพทย์จะแนะนำให้คุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย
การใส่สารอันตรายในอาหารเสริม เป็นเรื่องผิดกฎหมาย!!
การใส่สารต้องห้าม หรือ สารที่ถูกควบคุมพิเศษ ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ซึ่งระบุว่า การนำวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไปผสมลงในผลิตภัณฑ์ หรือแปรรูป แปรสภาพเป็นอย่างอื่น ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเลขาธิการ อย. ผู้ที่ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564
มาตรา 42 ระบุว่า การนำวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไปผสมลงในผลิตภัณฑ์ หรือแปรรูป แปรสภาพเป็นอย่างอื่น ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเลขาธิการ อย. ผู้ที่ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 139)
มาตรา 94 กำหนดว่า ห้ามผู้ใด ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย มีไว้ครอบครอง หรือนำผ่าน ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท (ตามมาตรา 139)
มาตรา 96 ระบุว่า ห้ามผู้ใดจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปหรือจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์และยารวมกันหลายขนาน โดยจัดเป็นชุดไว้ล่วงหน้า เพื่อประโยชน์การค้า หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 149)
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่มีการเจือปนสาร "ไซบูทรามีน" ยังเข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ และอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ซึ่งผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
มาตรา 25 ห้ามมิใหผู้ใดผลิต นําเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่ายซึ่งอาหารดังต่อไปนี้ (1) อาหารไม่บริสุทธิ์ (2) อาหารปลอม (3) อาหารผิดมาตรฐาน (4) อาหารอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด ซึ่งผู้ทีผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 25(1) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 59)
อาหารเสริมไม่ใช่ยา ห้ามโฆษณาว่ารักษาโรค
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ ‘อาหาร’ หรือ ‘ยา’ ดังนั้น จึงห้ามโฆษณาว่าใช้รับประทานแทนมื้ออาหาร หรืออ้างสรรพคุณในการรักษาโรค หากผู้บริโภคพบผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างสรรพคุณว่าลดความอ้วน หรือมีผลในทางยา ขอให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีส่วนผสมของยาอันตราย หรือโฆษณาเกินจริง
และสำหรับใครที่ปัญหาในการลดน้ำหนักหรือต้องการมีผิวที่สวย ควรปรึกษาแพทย์และต้องใช้ยาภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
หากผู้บริโภคพบเห็นผลิตภัณฑ์ต้องสงสัย โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เข้าข่ายผิดกฎหมาย สามารถแจ้งไปที่สายด่วน อย. 1556 หรือแจ้งเบาะแส ร้องเรียนมาที่สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้อีกทาง
แจ้งเบาะแส ได้ที่ https://crm.tcc.or.th/portal/inform.php
เฟซบุ๊ก (Facebook Inbox) : สภาองค์กรของผู้บริโภค
อีเมล : [email protected]
โทรศัพท์ : 02 239 1839 กด 1