นอกจากความรวดเร็วในการเดินทาง ที่ในสมัยนั้น ธุรกิจการขนส่งข้ามมหาสมุทรด้วยเรือเหาะ กับธุรกิจการขนส่งข้ามมหาสมุทร ด้วยเรือสำราญเครื่องจักรไอน้ำ กำลังแข่งขันกันแล้ว "เรือเหาะฮินเดินบวร์ก" ยังขึ้นชื่อในเรื่องความหรูหรา เพราะมีทั้งบาร์ ห้องสูบบุหรี่ เตาไฟฟ้า ห้องอ่านและเขียนหนังสือ ห้องน้ำและห้องอาบน้ำ ห้องพักผู้โดยสารมีจำนวน 25 ห้อง แต่ละห้องสามารถพักได้ 2 คน ไม่มีการแบ่งชั้นเป็น ชั้นหนึ่ง ชั้นสอง หรือชั้นสาม เหมือนเรือสำราญ
การให้บริการในปีแรก ถึงขนาดมีการนำเปียโนอะลูมิเนียม ขึ้นไปบรรเลงให้ความบันเทิงผู้โดยสารด้วย “คอนเสิร์ตกลางเวหา” ก่อนจะถูกยกเลิกไป ซึ่งความหรูหรานี้ ต้องแลกกับค่าโดยสาร จากประเทศเยอรมนีถึงเมืองเลกเฮิสต์ สหรัฐฯ อยู่ที่คนละ 400 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับว่าแพงมากในยุคนั้น เมื่อพิจารณาจากการที่รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น เริ่มต้นมีราคา 1,050 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
อย่างไร การสร้างเรือเหาะเอ็ลเซ็ท 129 ฮินเดนบวร์ก ก็ไม่ราบรื่นตั้งแต่แรก เนื่องจากขณะเริ่มโครงการผลิต ได้มีปัญหาการชะงัก เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ก็ถูกสนับสนุนโดยข้อเสนอของ "โยเซ็ฟ เกิบเบิลส์ (Joseph Goebbels)" รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการแห่งนาซีเยอรมนี เป็นเงินถึง 2 ล้านมาร์ค เพื่อให้เรือเหาะเอ็ลเซ็ท 129 ฮินเดนบวร์ก เป็นที่จดจำในฐานะการเป็นสัญลักษณ์ของพรรคนาซีเยอรมนี รวมถึงการตั้งชื่อเรือเหาะ LZ 129 ก็ตั้งตามตาม "ประธานาธิบดี พอล ฟอน ฮินเดนบวร์ก" ประธานาธิบดีที่มาจาการเลือกตั้งคนสุดท้ายของเยอรมนี ก่อนที่ "ฮิตเลอร์" จะขึ้นเป็นผู้นำใน ค.ศ. 1933
เรือเหาะฮินเดนบวร์ก สามารถขึ้นบินในการส่งผู้โดยสารครั้งแรกวันที่ 23 มี.ค. ค.ศ.1933 มีผู้โดยสารจำนวน 80 คน บินจากฟรีดริชส์ฮาเฟน ไปยังโลเวนทาล และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของพรรคนาซี ตามจุดประสงค์ของเกิบเบิลส์ รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ เพราะมีการนำเรือเหาะลำนี้ ไปปรากฏตัวในพื้นที่สาธารณะหรือกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ของเยอรมนี เช่น การไปปรากฏตัวเหนือสนามกีฬาในพิธีการเปิดการแข่งขันโอลิมปิกที่เยอรมนี วันที่ 1 ส.ค. ค.ศ. 1936 ทั้งยังปรากฏในการรณรงค์ด้านต่าง ๆ และการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลนาซี ทั้งยังมีธงนาซีประดับไว้บริเวณครีบด้านหลังเรือเหาะ เพื่อเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความเป็นนาซี
การเดินทางเที่ยวสุดท้ายเรือเหาะเอ็ลเซ็ท 129 ฮินเดินบวร์ก
โศกนาฏกรรมเรือเหาะ เอ็ลเซ็ท 129 ฮินเดินบวร์ก เกิดขึ้นในเที่ยวบินที่ 63 ที่บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือจำนวน 97 ราย แบ่งเป็นผู้โดยสาร 36 ราย และลูกเรือ 61 ราย ออกจากสนามบินแฟรงค์เฟิร์ต วันที่ 3 พ.ค. ค.ศ. 1937 เวลา 19.37 น. มุ่งหน้าไปทางมหาสมุทรแอตแลนติก มีปลายทางคือ เลกเฮิสต์ รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 6 พ.ค. ค.ศ.1937 ระหว่างทางเรือเหาะฮินเดนบวร์ก ต้องเจอกับสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้มาถึงที่หมายล่าช้าไปหลายชั่วโมง
เมื่อมาถึงเลกเฮิสต์ ก็ไม่สามารถนำเครื่องลงได้ เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย จนกระทั่ง 18.00 น. สภาพอากาศก็แจ่มใสขึ้น และสามารถลงจอดได้ เรือเหาะฮินเดนบวร์กได้หย่อนเชือกเพื่อลงจอดในเวลา 19.21 น. แต่เมื่อถึงเวลา 19.25 น. เพียงไม่กี่นาทีหลังเชือกถูกหย่อนลงก็เกิดเพลิงไหม้ขึ้น คาดว่าน่าจะมาจากบริเวณส่วนบนของตัวถังด้านหน้าครีบ หลังจากเกิดไฟลุกไหม้เรือเหาะฮินเดนบวร์กก็ตกลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว (ภายใน 30 วินาที)
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 36 ราย เป็นผู้โดยสาร 13 ราย ลูกเรือ 22 ราย และลูกเรือบนพื้นดินอีก 1 ราย คนบนเรือเหาะฮินเดนบวร์กรอดชีวิตถึง 62 คน ผู้รอดชีวิตส่วนมากเป็นคนที่อยู่ติดกับทางออก จึงเอาชีวิตรอดได้ง่าย ผู้ที่เสียชีวิตส่วนมากอยู่ห่างจากทางออก ทำให้การเอาชีวิตรอดเป็นไปด้วยความล่าช้า ประกอบกับไฟที่ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว และมีอีกส่วนเสียชีวิตจากการตกจากที่สูง
จากการสอบสวนเนื่องจากไม่มีหลักฐานของการก่อการร้าย หรือการก่อวินาศกรรม สาเหตุของไฟลุกไหม้จึงน่าจะเกิดจากความต่างศักย์ระหว่างอากาศภายในเรือเหาะ และอากาศภายนอก จนเกิดการปล่อยประจุไฟฟ้าสถิต และเนื่องจากเรื่องเหาะลอยด้วยก๊าซไฮโดรเจนที่ติดไฟได้ จึงทำให้ไฟลุกลามเรือเหาะ ฮินเดนบวร์กอย่างรวดเร็ว
เหตุสลดครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกจุดเริ่มตัน ที่ทำให้ทั่วโลกเห็นถึงความอันตราย จากการเดินทางแบบเรือเหาะ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เทคโนโลยีการบินในรูปแบบ “เครื่องบินพาณิชย์” ที่อยู่ในช่วงกำลังพัฒนา ที่มีความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อการเดินทางด้วยอากาศยานในยุคใหม่ มีความปลอดภัยมากกว่า และใช้เวลาในการเดินทางน้อยกว่าเรือเหาะ
ขอบคุณข้อมูลและภาพ : วิกิพีเดีย
https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_86541