สัญญาณอันตราย รีบไปพบแพทย์
ศ.นพ.กิตติณัฐ กิจวิกัย ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ กรรมการบริหารสมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แนะนำให้ผู้ชายสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณเตือนมะเร็งต่อมลูกหมาก ประกอบด้วย
- การปัสสาวะที่ผิดปกติ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะลำบาก
- อาการปวดรุนแรง บริเวณบั้นเอว อุ้งเชิงกราน ต้นขาอยู่ตลอดเวลา
- อาการอื่นที่เกิดขึ้นได้ในระยะแพร่กระจาย ได้แก่ อ่อนเพลีย ปวดตามร่างกาย ชา หรืออ่อนแรง กระดูกเสื่อม น้ำหนักลด เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจไม่แสดงอาการ
ผู้ป่วยอาจคิดไม่ถึงว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เพราะอาการใกล้เคียงกับภาวะต่อมลูกหมากโตในผู้สูงวัย หรือกระเพาะปัสสาวะมีปัญหาหรือภาวะเป็นนิ่ว ดังนั้น เพื่อให้ชัดเจนควรตรวจคัดกรองเบื้องต้น 2 วิธีควบคู่กัน ได้แก่
- การซักประวัติ ตรวจร่างกายโดยการให้แพทย์คลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก และ
- การตรวจเลือดหา ค่า PSA (Prostatic Specific Antigen) หรือสารคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในเลือด ซึ่งโดยทั่วไป ค่า PSA ควรน้อยกว่า 4 ng/mL และหากค่า PSA มากกว่า 10 ng/mL จะยิ่งเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ดังนั้นแพทย์จะแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำ MRI หรือการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจเพื่อทำการวินิจฉัย
ศ.นพ.กิตติณัฐ กล่าวว่า “ผู้ป่วยระยะแรกจะมีก้อนขนาดเล็กในต่อมลูกหมาก และมักไม่แสดงอาการที่ชัดเจน เมื่อเข้าสู่ระยะที่รุนแรงขึ้นก้อนมะเร็งจะมีขนาดใหญ่ขึ้น แพร่กระจายตามระบบเลือดและน้ำเหลือง ส่วนใหญ่มะเร็งต่อมลูกหมากจะแพร่กระจายไปยังกระดูก หากตรวจพบเร็วมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ แต่หากเจอในระยะที่มะเร็งกระจายนอกต่อมลูกหมากแล้วการรักษาจะมีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจต้องให้การรักษาเป็น สหสาขาวิชาชีพ (multidisciplinary team) เพื่อประคับประคองให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้นานที่สุดอย่างมีคุณภาพ”
วิธีการรักษา มะเร็งต่อมลูกหมาก
สำหรับแนวทางการรักษาขึ้นกับระยะของโรคและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย โดยระยะแรกที่มะเร็งยังไม่ลุกลามจะเน้นรักษาเฉพาะที่และการเฝ้าระวังเชิงรุก ติดตามการเจริญเติบโตของมะเร็งอย่างใกล้ชิด โดยการรักษาเฉพาะที่ทำได้ทั้งการฉายรังสีและการผ่าตัดต่อมลูกหมากซึ่งปัจจุบันสามารถผ่าตัดผ่านกล้องและการผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ช่วย แต่ถ้าโรคเริ่มลุกลามและแพร่กระจายการใช้ยาจะมีบทบาทมากขึ้นเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง และอาจทำการรักษาหลายวิธีร่วมกัน
"สำหรับผู้ป่วยระยะแรกที่ได้รับการผ่าตัด แพทย์จะติดตามตรวจค่า PSA หากอยู่ในมาตรฐานแสดงว่าการผ่าตัดมีประสิทธิภาพหายจากโรคมะเร็ง แต่ถ้าค่า PSA ยังสูงต้องใช้วิธีการฉายรังสี เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น กระดูก และให้ยาเข้ามาเสริมผสมผสานกับการผ่าตัดด้วย" ศ.นพ.กิตติณัฐ กล่าว
ยาต้านฮอร์โมนรุ่นใหม่ รักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม
ผศ.นพ.ปองวุฒิ ด่านชัยวิจิตร ระบุว่า “ฮอร์โมนเพศชาย” เป็นตัวกระตุ้นหลักให้มะเร็งต่อมลูกหมากเติบโต สำหรับมะเร็งระยะลุกลามหรือแพร่กระจาย จำเป็นต้องใช้ “การกดฮอร์โมนเพศชาย” หรือ “ADT (Androgen Deprivation Therapy)” เพื่อยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งลุกลามไปอวัยวะอื่น ๆ
ปัจจุบันมี “ยาต้านฮอร์โมนรุ่นใหม่” (Novel Hormonal Therapy; NHT) แบบรับประทานที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม โดยใช้ร่วมกับการกดฮอร์โมนเพศชาย สามารถออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนเพศชายได้หลายกลไก จึงช่วยชะลอการลุกลามของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ มีประสิทธิภาพสูง และผลข้างเคียงต่ำ เมื่อเทียบกับวิธีการรักษาอื่น ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสมีชีวิตยืนยาวขึ้นพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดี
การเลือกผู้ป่วยสำหรับการให้การรักษาแบบเข้มข้น (Treatment Intensification)
การรักษาแบบเข้มข้นหมายถึงการให้ยาและวิธีการหลายชนิดร่วมกัน เช่น
- การกดฮอร์โมนเพศชาย เพียงอย่างเดียว
- การกดฮอร์โมนเพศชายร่วมกับเคมีบำบัด
- การกดฮอร์โมนเพศชายร่วมกับยาต้านฮอร์โมนรุ่นใหม่
- การกดฮอร์โมนเพศชายร่วมกับยาต้านฮอร์โมนรุ่นใหม่และเคมีบำบัด
ปัจจัยสำคัญในการพิจารณา
- ระยะของโรค ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลามหรือมีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจเสนอการใช้ยาแบบผสมผสานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
- ภาวะสุขภาพอื่น ๆ ของผู้ป่วย เช่น โรคประจำตัว (เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ) ที่อาจจำกัดหรือส่งผลต่อการใช้ยา
- อายุและสมรรถภาพร่างกาย ผู้ป่วยสูงอายุมักมีการประเมินด้านสมรรถภาพ (Performance Status) และปัจจัยความพร้อมอื่น ๆ
- ความเห็นจากทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น ศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา นักรังสีรักษา ฯลฯ
แพทย์จะใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบกันเพื่อวางแผนการรักษาและเลือกแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งเป้าหมายหลัก คือ ควบคุมโรค ลดการแพร่กระจาย ยืดอายุ และรักษาคุณภาพชีวิต
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษา
1. การกดฮอร์โมนเพศชาย (ADT/NHT)
- อาการคล้ายวัยทอง เช่น ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน
- อ่อนเพลีย ความต้องการทางเพศลดลง
- ความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อลดลง (เสี่ยงกระดูกบางหรือกระดูกพรุน)
2. เคมีบำบัด
- คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง เม็ดเลือดขาวลดลง ติดเชื้อง่าย
3. การฉายรังสี
- ระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะหรือทวารหนัก ทำให้ปัสสาวะบ่อย อุจจาระผิดปกติ หรือผิวหนังในบริเวณฉายรังสีระคายเคือง
4. การผ่าตัดต่อมลูกหมากหรือการผ่าตัดอัณฑะ
- เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออก ติดเชื้อ หรือปัญหาการกลั้นปัสสาวะ
แม้จะมีผลข้างเคียง แต่ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบยาและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้ปัจจุบันผู้ป่วยสามารถทนการรักษาได้ดีขึ้นและยังมีคุณภาพชีวิตที่น่าพึงพอใจ
หมั่นเช็กสุขภาพ เพื่อการรักษาทันท่วงที
ศ.นพ.กิตติณัฐ ย้ำว่า มีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากที่ไม่พบปัจจัยเสี่ยงหรือยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ดังนั้นผู้ชายควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี โดยเริ่มคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไปโดยไม่ต้องรอให้มีอาการ แต่หากมีประวัติครอบครัวสายตรงป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็ควรคัดกรองแต่เนิ่น ๆ ตั้งแต่อายุ 40-45 ปี
ด้าน ผศ.พญ. ปานียา สูตะบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ แผนกฟาร์มาซูติคอล บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กล่าวว่า สำหรับไบเออร์ ในฐานะหนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านเภสัชกรรมระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก สนับสนุนการรณรงค์สร้างการตระหนักรู้เพื่อให้ผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นประจำ เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันท่วงที เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขมากที่สุด
มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นภัยเงียบที่ผู้ชายควรใส่ใจ รู้เร็ว รักษาไว ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างชัดเจน
แม้จะมีผลข้างเคียงจากการรักษา แต่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมยาต้านฮอร์โมนรุ่นใหม่ (NHT) ทำให้ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย