นอกจากนี้ ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า
นอกจากต้นทุนราคาที่สูงแล้ว การเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดยังมีอีกหนึ่งผลกระทบที่ควรระวังนั่นคือ การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลจะทิ้งของเสียเป็นน้ำเค็มจัดถึงครึ่งต่อครึ่ง น้ำเค็มจัดเหล่านี้เป็นผลมาจากการกรองเอาเกลือและแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำทะเลออก ดังนั้นเมื่อมีการตั้งโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลแล้ว หนึ่งในข้อควรระวังคือต้องมีการจัดการน้ำเค็มจัดเหล่านี้อย่างเหมาะสม
“น้ำเค็มจัดเหล่านี้ปกติจะมีการปล่อยกลับลงสู่ทะเล แต่ถ้าหากมีการปล่อยน้ำเค็มจัดเหล่านี้ทิ้งโดยใม่ระวัง อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมได้ เพราะน้ำปล่อยทิ้งเหล่านี้มีความเค็มจัดเกินกว่าสัตว์ทะเลจะทนได้ โดยปกติแล้วน้ำเค็มจัดเหล่านี้จึงถูกส่งต่อท่อไปปล่อยกลางทะเล” ผศ.ดร.สิตางศุ์ อธิบาย
ความเป็นไปได้ในการเอามาใช้กู้ภัยแล้ง
สำหรับในประเทศไทยที่มีทรัพยากรน้ำจืดอย่างอุดมสมบูรณ์ เราอาจไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดสำหรับการอุปโภคบริโภคเท่าใดนัก หากแต่เทคโนโลยีนี้ได้รับความนิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศที่ใกล้ทะเลแต่ขาดแคลนน้ำจืดอย่างเช่น สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือซาอุดิอาระเบีย โดยเมืองใหญ่กลางทะเลทรายแต่ติดทะเลอย่าง ดูไบ มีอัตราการพึ่งพิงน้ำจืดจากโรงกรองน้ำทะเลถึง 80%
ในขณะที่สิงคโปร์ ต้องพึ่งพิงการนำเข้าน้ำจืดจากมาเลเซียเป็นปริมาณมหาศาลในทุกๆ ปี ก็กำลังปรับลดการพึ่งพาน้ำจืดนำเข้าลง ด้วยการเปิดโรงกรองน้ำจืดจากน้ำทะเลเป็นของตนเองนับตั้งแต่ปี 2005 (พ.ศ.2548) โดยในปัจจุบันสิงคโปร์สามารถผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลหล่อเลี้ยงประชากรได้ถึง 10% ของความต้องการน้ำทั้งหมด
ประเทศไทย เองก็เริ่มมีการใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดแล้วเช่นกัน โดย ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า หนึ่งในพื้นที่ที่ริเริ่มใช้น้ำจืดจากการกรองน้ำทะเลแล้วนั่นก็คือ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีบริษัท ยูนิเวอร์แซล ยูทิลิตี้ส์ จำกัด (ยูยู) เป็นผู้นำเทคโนโลยีการผลิตน้ำประปาจากน้ำทะเล โดยใช้ระบบรีเวอร์ส ออสโมซีส (RO) เป็นรายแรกและรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
“ดิฉันมองว่าการเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืดถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการผลิตน้ำสะอาด สำหรับพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำจืดและอยู่ใกล้ทะเล อย่างเช่นตามเกาะแก่งต่างๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วการขนน้ำจืดข้ามฝั่งไปจะมีราคาแพงกว่ามาก อย่างเช่น บนเกาะพีพี ซึ่งมีปริมาณการใช้น้ำค่อนข้างสูงจากการท่องเที่ยว แต่มีปริมาณน้ำจืดบนเกาะน้อย และการขนน้ำจืดข้ามทะเลมามีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทำให้ค่าน้ำแพงถึง 100 – 250 บาทต่อคิว (1 ลูกบาศก์เมตร)” ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว
นอกจากนี้ เนื่องด้วยต้นทุนการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลที่เริ่มถูกลงแล้ว ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ทดแทนการใช้ทรัพยากรน้ำจืดที่เริ่มร่อยหรอจากสภาวะฝนแล้งในพื้นที่อย่างเช่น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีปริมาณการใช้น้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรมสูง แต่ปริมาณน้ำจืดในพื้นที่ไม่พอเพียง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยบรรเทาความกระหายน้ำของภาคส่วนต่างๆ ในช่วงฤดูแล้งนี้ แต่การบริหารจัดการน้ำและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ยังถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกภาคส่วนจะมีน้ำใช้อย่างพอเพียง และไม่รบกวนธรรมชาติมากจนเกินไป