3. หมั่นตรวจสอบมิเตอร์น้ำและระบบประปา – เพราะระบบประปาถึงแม้ว่าได้รับการติดตั้งมาดีแค่ไหน แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดการรั่วซึมได้ ดังนั้นเราจึงควรหมั่นตรวจสอบระบบประปาในบ้านมีว่าการรั่วซึมหรือไม่ เพราะนอกจากจะช่วยให้เราลดการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ในจุดที่เกิดการรั่วไหลแล้ว น้ำที่รั่วซึมออกมายังสามารถสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างของบ้านอีกด้วย
4. เก็บน้ำฝนมาใช้ประโยชน์ - ถ้าไม่นับผลกระทบโลกร้อน กรุงเทพฯ จะได้รับน้ำฝนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 1,648.2 มิลลิเมตร/ปี ซึ่งเป็นปริมาณฝนที่มากพอดู ถึงแม้ว่าตอนนี้น้ำฝนในเมืองกรุงอาจไม่เหมาะต่อการนำมาบริโภคเหมือนสมัยปู่ย่าตายาย แต่น้ำฝนยังสามารถนำมาใช้ในการอุปโภคได้หลายอย่าง เช่น การกักน้ำฝนเอาไว้รดน้ำต้นไม้ หรือการนำน้ำฝนเอามาใช้เป็นน้ำสำหรับราดชักโครก ดังนั้นการมีตุ่มน้ำฝนไว้ที่บ้าน จึงยังเป็นความคิดที่ดี แม้ในสมัยปัจจุบัน
5. ปรับเปลี่ยนวิธีรดน้ำต้นไม้ - หลายๆ บ้านในเมืองกรุง หรือแม้แต่ผู้ที่อาศัยในคอนโด มักจะมีที่สำหรับเพาะปลูกต้นไม้ประดับ หรือพืชผักสวนครัว อย่างไรก็ตามการใช้สายยางรดน้ำจนชุ่มโชกทำให้เราต้องเสียทรัพยากรน้ำอันมีค่าไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นการเปลี่ยนวิธีรดน้ำต้นไม้ โดยหันมาใช้ระบบน้ำหยด จะช่วยให้ทั้งดินและต้นไม้ได้รับความชุ่มชื้น โดยไม่สิ้นเปลืองน้ำมากจนเกินไป นอกจากนี้ การเปลี่ยนมาปลูกพืชทนแล้ง ต้องการน้ำน้อยอย่าง กระบองเพชร หรือมะพร้าวทะเลทราย ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เราได้เชยชมต้นไม้สวยๆ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองน้ำเกินไปนัก
นี่เป็นเพียงวิธีเบื้องต้น
ที่คุณๆๆ จะสามารถช่วยลดการใช้น้ำที่บ้านของคุณเองได้ ซึ่งไม่เพียงแต่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายของคุณ แต่ยังช่วยลดการใช้น้ำที่สำคัญในช่วงฤดูแล้งที่น้ำมีความจำกัดอย่างยั่งยืน ทำตามวิธีเหล่านี้เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนมาให้เห็นผลในระยะยาวกันดีกว่า