“รัฐบาลของเรามีความมุ่งมั่นอย่างมากในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือต้องทนประสบ พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย ลูกเด็กเล็กแดง ต้องเลือดกำเดาไหลเพราะสูดดมมลพิษฝุ่นในทุกๆ ปี และในการประชุม UN ที่นครนิวยอร์กในวันที่ 19 กันยายน นี้ นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน จะขึ้นพูดต่อที่ประชุม UN ย้ำถึงพันธกิจของประเทศไทยที่จะแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน” จักรพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงการแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ในช่วงฤดูฝุ่นควันช่วงปลายปีที่จะถึงนี้ จักรพล กล่าวว่า ถึงแม้ว่า พรบ.อากาศสะอาด จะผ่านในเร็วๆ นี้ แต่ก็จะยังไม่ทันการต่อการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันภายในปีนี้ ดังนั้น การดำเนินการสำหรับปัญหาฝุ่นควันในปีนี้ยังคงต้องเน้นมาตรการตั้งรับเพื่อลดผลกระทบมลพิษต่อประชาชน เช่น การทำห้องปลอดฝุ่น
“เราตั้งใจที่จะทำให้ปีนี้เป็นปีสุดท้าย ที่เราจะต้องทนรับมือกับปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ตอนนี้เราเป็นรัฐบาล มีอำนาจบริหารเต็มมือ ดังนั้นจึงจะทำให้เต็มที่ เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบฝุ่นควัน PM2.5 ให้กับพี่น้องประชาชนให้ถึงที่สุด” จักรพล กล่าว
ขณะเดียวกัน กรีนพีซ ประเทศไทย เผยว่า ผลการวิเคราะห์ภาพดาวเทียมปี 2564-2566 ชี้ว่า อุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการทำลายผืนป่าในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และเป็นสาเหตุผลักที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดน ในขณะที่จุดความร้อน (Hot Spot) ในพื้นที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลที่ผ่านมาล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายลดจุดความร้อน
ดังนั้น ในวาระที่รัฐบาลใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 11 กันยายน 2566 นี้ กรีนพีซ ประเทศไทยเสนอข้อเรียกร้องดังนี้
• ทบทวนความล้มเหลว ล่าช้าและไร้ประสิทธิภาพของแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2562 และปรับแผนดังกล่าวบนพื้นฐานของเจตจำนงทางการเมืองอันแน่วแน่ที่จะไปให้พ้นจากการครอบงำของกลุ่มอภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองไทย
• มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ออกกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการจัดทำรายงานการเปิดเผยข้อมูลอย่างรอบด้าน เพิ่มในแบบรายงาน 56-1 One Report หรือแบบอื่นๆ ในฐานะเอกสารสำคัญสำหรับการตรวจสอบข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานอันเกี่ยวเนื่องกับแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบข้ามพรมแดน รวมถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์(corn traceability) ของกลุ่มบริษัทเกษตรอุตสาหกรรม
7 กันยายน ทุกปี
ถือเป็นวัน "อากาศสะอาดสากล" เพื่ออากาศสะอาดสำหรับท้องฟ้าที่สดใส (International Day of Clean Air for blue skies) กำหนดให้มีขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 7 กันยายน 2020 เป็นผลจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของอากาศบริสุทธิ์ต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของมนุษย์
ด้วยความที่ “มลพิษอากาศ” (เช่น ไฟป่า ควันรถ การเผาไหม้ต่าง ๆ) กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญในปัจจุบัน โดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO เปิดเผยว่า แต่ละปีมีผู้คนที่เสียชีวิตจากมลพิษอากาศ กว่า 7,000,000 คน ขณะที่ 9 ใน 10 หรือ 90% ของผู้คนทั่วโลก กำลังสูดอากาศมลพิษเกินมาตรฐาน ซึ่งเราสามารถร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหาได้ เช่น ลดการใช้รถส่วนตัว ไม่เผาขยะ ประหยัดพลังงาน ปลูกต้นไม้ ลดการสร้างขยะเพราะการทับถมกันจำนวนมากจะปล่อยก๊าซมีเทนมหาศาล ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
ล่าสุด องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) ได้ออกมาเปิดเผยรายงานว่า ขณะนี้ วิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือภาวะโลกรวน กำลังส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของมนุษย์ จึงเชิญชวนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ปัญหาภาวะโลกรวนและปัญหามลพิษทางอากาศไปพร้อมกัน เพื่อให้เห็นผลอย่างจริงจัง ช่วยกันดูแลโลก คืนอากาศบริสุทธิ์ให้กับทุกคน