2.ทอท.จะปรับเปลี่ยนรถที่มีการใช้สนามบิน รวมถึงแท็กซี่ที่ให้บริการในท่าอากาศยานทั้งหมดให้เป็นรถไฟฟ้าภายใน 4 ปี โดยทอท.จะปรับเปลี่ยนรถและเครื่องจักรให้บริการในท่าอากาศยานทั้งหมดให้เป็น Electric Vehicle ตามนโยบายของรัฐบาลในการลดการใช้ยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน ทอท.สามารถกำหนดนโยบายในการปรับเปลี่ยนรถและเครื่องจักรที่ให้บริการในท่าอากาศยาน ซึ่งมีจำนวนมากถึง 3,400 คัน และจะสามารถลดการใช้น้ำมันได้มากถึง 10 ล้านลิตรต่อปี หรือคิดเป็น 28,360 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี อีกทั้งยังเกิดประโยชน์ต่อผู้โดยสารในการลดปัญหามลภาวะทางอากาศในพื้นที่ Bus Gate
ทั้งนี้ ปัจจุบันรถส่วนกลางของทอท.ส่วนใหญ่เป็นรถเช่า ดังนั้นหากหมดสัญญาเช่าในแต่ละปี ทอท.จะพิจารณาให้เป็นรถไฟฟ้าแทนรถที่ใช้น้ำมัน ซึ่งขณะนี้ในสนามบินสุวรรณภูมิมียานพาหนะและอุปกรณ์ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เขตการบิน (Airside) ของผู้ประกอบการเป็นรถไฟฟ้าจำนวน 287 คัน
3.สนับสนุนให้มี Sustainable Aviation Fuel (SAF) หรือเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน 5 % ภายใน 4 ปี ซึ่ง Sustainable Aviation Fuel (SAF) หรือเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อโลกยั่งยืน ที่จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอุตสาหกรรมการบินลงได้ โดยเฉพาะเมื่ออุตสาหกรรมการบินวางแผนจะก้าวเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 (ปี 2593)
“วันนี้เชื้อเพลิง SAF ยังไม่มีผลิตในไทย และแพงกว่าน้ำมันเครื่องบินปัจจุบัน 8 เท่า ต้องนำเข้าจากสิงคโปร์ ทั้งๆที่สิงคโปร์นำเข้าน้ำมันที่ใช้แล้วจากไทยไปผลิต ทอท.ก็มีแผนจะร่วมมือผู้ผลิตเพื่อผลิตและจัดหา SAF ที่ทำในประเทศได้ เพื่อให้ราคาน้ำมัน SAF ลดจาก 8 เท่าเหลือ 2.2 เท่า เพราะสายการบินจะต้องใช้SAF ทยอยเพิ่มขึ้นโดยการใช้เชื้อเพลิง SAF ที่สายการบินจะต้องใช้ SAF ในปี 2025 จาก 2% ปี 2030 อยู่ที่ 5% ไปจนถึง ในปี 2050 อยู่ที่ 60 % หากผลิตน้ำมันได้ในราคาเหมาะสมก็จะเป็นโอกาสในการขายให้แก่ต่างประเทศได้” นายกีรติ กล่าวทิ้งท้าย