ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์เฟสบุ๊ก ระบุว่า “ตั้งแต่เริ่มทำงานทะเลมาถึงวันนี้ เกือบ 40 ปี ผมคิดไม่ออกว่าเคยมีกรณีไหนในทะเลไทยที่เต่าโดนคราบน้ำมันมากถึงขนาดนี้ จึงไม่อยากให้เป็นเพียงแค่ผ่านเลยไป เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องน่าสงสารจัง”
“ประเทศไทยเข้าร่วมอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เราใช้ SDG เป็นตัวชี้วัดอะไรหลายประการ เรายังลงนามและเข้าร่วมในหลายประเด็นที่เกี่ยวกับสัตว์ทะเลหายาก แต่เต่าทะเลไทยที่เกยตื้นเป็นจำนวนมากมีขยะติดตัว ไม่ว่าภายนอกหรือภายใน ยังมาโดนซ้ำเติมด้วยคราบน้ำมัน หากเต่าน้อยร้องเป็นภาษาคนได้ เธอคงกรีดร้องว่าจะซ้ำเติมกันไปถึงไหนเธอร้องไม่ได้ แต่แววตาของเธอบอกได้”
“ด้วยระบบที่เรามี คงพอบอกได้ว่าเรายังไม่สามารถดูแลชายฝั่ง ดูแลน้องเต่าของเราให้ปลอดภัยจากมลพิษร้ายแรงในทะเล และหากเราไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ชายฝั่งมูลค่าท่องเที่ยวหลายแสนล้านต่อปี ยังสุ่มเสี่ยงต่อความพินาศในพริบตา สรรพสัตว์ต่างๆ ระบบนิเวศในทะเลก็ยังคงพึ่งเพียงโชคว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายแรงขึ้น เราต้องลงทุนเพื่อเข้าใจและปกป้องทะเลให้มากกว่านี้” ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว
ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม GreenNews รายงานเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ว่า ได้พบคราบน้ำมันระลอกใหม่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกลื่อนอยู่บนหาดท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา
จากการสำรวจเบื้องต้นพบ แผ่นน้ำมันสีดำมันวาวคล้ายยางมะตอย เริ่มแข็งตัวแต่หยิบจับเหนียวติดมือและบางส่วนเริ่มมีการแตกเป็นสะเก็ดขนาดเล็กบริเวณหาดตอนบน ปริมาณที่พบจากการสุ่มสำรวจในขนาดพื้นที่ 1 ตารางเมตร จำนวน 13 จุด พบคราบน้ำมันขนาดใหญ่ มีขนาดตั้งแต่ 3 ซม. - 40 ซม. มีค่าเฉลี่ย 5 จุด/1 ตารางเมตร เมื่อนำมาคิดตามระยะทางของชายหาดท้ายเหมือง 13,000 เมตร คาดว่าคราบน้ำมันที่พบมีปริมาณไม่น้อยกว่า 65,000 จุด ได้ทำการสุ่มชั่ง ค่าเฉลี่ย ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อระยะทาง 0.5 กิโลเมตร