ความพยายามของออสเตรเลีย ทำให้ Great Barrier Reef รอดพ้นภัยคุกคาม
04 ส.ค. 2566 | warunee_man

ยูเนสโกยังไม่พิจารณา Great Barrier Reef เข้าในลิสต์มรดกโลกที่ตกอยู่ในภาวะอันตราย (World Heritage in Danger) แม้เอลนีโญอาจทำให้แนวปะการังเสี่ยงฟอกขาวครั้งใหญ่
รักษ์โลก
04 ส.ค. 2566 | warunee_man

ยูเนสโกยังไม่พิจารณา Great Barrier Reef เข้าในลิสต์มรดกโลกที่ตกอยู่ในภาวะอันตราย (World Heritage in Danger) แม้เอลนีโญอาจทำให้แนวปะการังเสี่ยงฟอกขาวครั้งใหญ่
ก่อนหน้านี้ องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) หน่วยงานด้านวัฒนธรรมของสหประชาชาติ เปิดเผยว่า ยูเนสโกจะเสนอให้มีการเพิ่มเมืองเวนิสของอิตาลี ในรายชื่อ World Heritage in Danger หรือแหล่งมรดกโลกที่ตกอยู่ในภาวะอันตราย เพราะถูกคุกคามจาก Climate Change ระหว่างการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก ในกรุงริยาดห์ ซาอุดีอาระเบีย ที่จะมีขึ้นในวันที่ 10-25 กันยายนนี้
ในทางกลับกัน Great Barrier Reef (เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ) มรดกโลกของประเทศออสเตรเลีย ยังไม่ถูกพิจารณาจากยูเนสโกให้อยู่ในลิสต์ World Heritage in Danger หรือมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตรายจากภาวะโลกร้อน โดยคณะกรรมการมรดกโลก ได้ตัดสินใจที่จะไม่เพิ่มแนวปะการัง Great Barrier Reef เข้าไปในลิสต์ แม้ว่าจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายที่บ่งชี้ว่าแนวปะการังแห่งนี้นี้มีความเสี่ยงที่จะมีการฟอกขาวครั้งใหญ่อีกครั้งในฤดูร้อนที่จะถึง
นับเป็นผลสำเร็จจากหลายปีแห่งความพยายามที่ออสเตรเลียได้ทำเพื่อรักษาแนวปะการังไม่ให้ถูกเพิ่มลงไปในรายชื่อ “ใกล้สูญพันธุ์” ที่อาจนำไปสู่การสูญเสียสถานะมรดกโลก และจำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดลง เนื่องจากแนวปะการัง Great Barrier Reef สร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้เกิดตำแหน่งงานกว่า 64,000 ตำแหน่ง
ทั้งนี้ จากรายงานล่าสุดที่คณะกรรมการมรดกของยูเนสโกได้พิจารณาแล้วว่า รัฐบาลออสเตรเลียมีความมุ่งมั่นและได้ดำเนินการเบื้องต้นของในการอนุรักษ์แนวปะการัง จึงประกาศถอนแนวปะการัง Great Barrier Reef ของออสเตรเลีย ออกจากกลุ่มมรดกโลกที่ถูกคุกคาม
Anthony Albanese นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย กล่าวระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า “ร่างดังกล่าวจาก UNESCO แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าที่ทางรัฐบาลออสเตรเลียมีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คุณภาพน้ำ และการประมงที่ยั่งยืน สิ่งเหล่านี้ทำให้แนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง”
ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปกป้องแนวปะการังของประเทศด้วยมูลค่ากว่า 1,200 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย รวมถึงปฏิเสธคำอนุญาตสำหรับการทำเหมืองถ่านหินและสร้างเขื่อนเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำของแนวปะการัง