ผ่านมา 6 วันแล้ว หลังจากพายุเฮลีน พัดขึ้นฝั่งที่รัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 26 กันยายนด้วยความรุนแรงของเฮอร์ริเคนระดับ 4 และทิ้งร่องรอยความเสียหายเป็นระยะทางกว่า 800 กม. ทั่วภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ และมีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 162 ราย ใน 6 รัฐ ท่ามกลางความวิตกว่า ตัวเลขจะสูงขึ้นอีก เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่อาจเป็นผู้ที่ยังติดต่อไม่ได้
และพายุสร้างความเสียหายย่อยยับแก่บ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน อย่าง โครงข่ายไฟฟ้า ระบบการสื่อสาร ถนน และสะพาน ส่วนผู้รอดชีวิตกำลังขาดแคลนสิ่งของจำเป็น ซึ่งรวมถึงอาหาร และน้ำดื่ม แอคคิวเวทเธอร์ ประเมินว่า ความเสียหายทั้งหมดและความสูญเสียทางเศรษฐกิจเนื่องจากพายุอาจอยู่ที่ราว 95,000-110,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตในขณะนี้ทำให้พายุเฮลีเป็นเฮอร์ริเคนที่ขึ้นฝั่งในแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ และคร่าชีวิตมากเป็นอันดับ 2 ในรอบ 50 ปี รองจากพายุแคทรินา ที่คร่าชีวิตอย่างน้อย 1,833 ราย ในปี 2548
ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในรัฐนอร์ธแคโรไลนาและรัฐเซาท์แคโรไลนา หลังพายุเฮลีนอ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมพายุเฮลีนสร้างความเสียหายในวงกว้างห่างจากชายฝั่งอย่างมาก ทั้งที่ปกติแล้วพายุจะอ่อนกำลังลงเมื่อเคลื่อนตัวลึกเข้าไปในแผ่นดินมากขึ้น