ในการเข้าสู่เฟสที่ 3 ของสงคราม IDF ยังคงมุ่งเน้นการโจมตีทางภาคเหนือ และกำจัดบรรดาผู้นำฮามาสที่ต้องสงสัยว่าเคลื่อนไหวอยู่ทางใต้ของฉนวนกาซา ทั้งทางอากาศ, ภาคพื้นดินและปฏิบัติการพิเศษ ที่รวมทั้งทำลายอุโมงค์ใต้ดินอย่างต่อเนื่อง และแม้จะเข้มข้นน้อยกว่า 2 เฟสก่อนหน้านี้ แต่ใช้เวลานานกว่า
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความสำเร็จของอิสราเอลไม่ใช่แค่การจับหรือสังหารเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของฮามาสทั้งหมด แต่เพื่อความแน่ใจว่าฮามาสไม่มีโอกาสปกครองฉนวนกาซาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธของฮามาสถูกสร้างให้มีศักยภาพแบบเดียวกับกองทัพ มีศูนย์บัญชาการและควบคุม มีกองทหารและกองพลน้อย ที่เป็นความท้าทายที่อิสราเอลต้องรื้อถอนโครงสร้างให้สิ้นซาก
ความสำเร็จในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาของอิสราเอล คือการต่อสู้กับนักรบฮามาสทั้งบนบกและใต้ดิน และกำจัดนักรบฮามาสไปแล้ว 8,000 คน รวมทั้งทำลายเครือข่ายอุโมงค์ใต้โรงพยาบาล 2 แห่ง ในจาบัลยา ได้แก่ โรงพยาบาลคามาล อัดวาน กับโรงพยาบาลอินโดนีเซียน และการพบอาวุธจำนวนมากในโรงเรียน ด้านกระทรวงสาธารณสุขของฮามาสอ้างว่า ตั้งแต่เริ่มสงครามมีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาไปแล้วราว 23,000 คน แต่ไม่ได้แยกระหว่างพลเรือนกับนักรบ และระบุเพียงว่า 70% ของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เป็นผู้หญิงกับเด็ก
อิสราเอลเชื่อว่า ก่อนเกิดเหตุสังหารหมู่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 มีนักรบฮามาสอยู่ในกาซาราว 30,000 คน แบ่งเป็น 5 กองพลน้อย, 25 กองพัน และ 140 กองร้อย มีการบังคับบัญชาและคลังแสงแบบเดียวกับกองทัพ รวมทั้งขีปนาวุธต่อต้านรถถัง, สไนเปอร์, ทหารช่าง, จรวดและปืน ค.