ย้อนกลับไปสมัยแรกที่มาครงดำรงตำแหน่ง เขาก็เผชิญกับการประท้วงต่อต้านรัฐบาลของขบวนการเสื้อกั๊กเหลือง (Mouvement des Gilets jaunes) เมื่อปี 2561 ที่เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง, ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนต่อต้านนโยบายขึ้นภาษีน้ำมัน(Carbon Tax) ทำให้ผู้ใช้รถยนต์และเกษตรกร ต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่แพงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา
บรูโน เคาเทรส นักวิจัยของศูนย์วิจัยการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยซียอง โป (Centre for Political Research of Sciences Po university) ในกรุงปารีส ให้ความเห็นว่า เหตุจลาจลเป็นข่าวร้ายของประธานาธิบดี ที่หวังจะให้เส้นทางไปสู่ฤดูร้อนราบรื่น แม้จะมีการปรับ ครม. เพื่อเพิ่มศักยภาพให้รัฐบาล และก้าวต่อไปข้างหน้าหลังเผชิญวิกฤตบำนาญ เคาเทรสบอกว่า
"ผู้คนพากันประหลาดใจ ที่เห็นว่าประเทศของเราเผชิญความตึงเครียด, ความรุนแรงและวิกฤตต่าง ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า มาได้อย่างไร"
เขายังเตือนด้วยว่า
"ไม่มีผู้นำคนไหนกล้าเสี่ยง ที่จะปล่อยให้เกิดสถานการณ์ที่ลุกเป็นไฟแบบเดียวกันนี้อีก ในระยะไม่กี่เดือนข้างหน้า"
เหตุจลาจลเกิดขึ้น หลังจากมาครงเพิ่งจะไปเยือนเมืองมาร์กเซยได้แค่ 3 วัน เพื่อจัดการปัญหา "พื้นที่ด้อยโอกาสที่สุด" ของฝรั่งเศส เขายังตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อ ที่ไปชมคอนเสิร์ตอำลาของนักร้องดังชาวอังกฤษ "เอลตัน จอห์น" ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะเกิดจลาจล แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับมาครง เปิดเผยว่า หลังการประท้วงต่อต้านมาตรการควบคุมโควิด-19 ตามด้วยการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง และสงครามยูเครน ไม่มีเวลาให้มาครงได้พัก ในขณะที่โลกกำลังจับตามองหายนะที่เกิดขึ้น ตามเมืองใหญ่ที่เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างปารีสและลียง ในขณะที่ฝรั่งเศสกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
ฌอง ยาร์ฮิคส์ นักประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมือง ให้ความเห็นว่า มาครงจะถูกตัดสินจากความสามารถของเขาในการบรรเทาตึงเครียด ซึ่งอันตรายสำหรับเขาคือการดูอ่อนแอและไม่เด็ดขาด