จีนลดเงินหนุนการพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
07 มิ.ย. 2566 | jurairat

รายงานการวิจัยฉบับใหม่ พบว่า จีนตัดลดเงินช่วยหลือด้านการพัฒนาแก่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้สูญเสียตำแหน่งแหล่งเงินช่วยเหลือรายเดียวรายใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ต่างประเทศ
07 มิ.ย. 2566 | jurairat

รายงานการวิจัยฉบับใหม่ พบว่า จีนตัดลดเงินช่วยหลือด้านการพัฒนาแก่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้สูญเสียตำแหน่งแหล่งเงินช่วยเหลือรายเดียวรายใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2566 ระบุว่า จีนเป็นแหล่งเงินช่วยเหลือด้านการพัฒนารายใหญ่ที่สุดแก่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงปี 2558-2562 แต่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียและธนาคารโลกแซงหน้าเป็นแหล่งเงินช่วยเหลือรายใหญ่ที่สุดแทนจีนในช่วงการระบาดของโควิด-19
จีนจัดสรรเงินสนับสนุนภูมิภาคนี้ลดลงจาก 7,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2558 เป็น 3,900 ล้านดอลลาร์ในปี 2564 ขณะที่จีนจัดสรรความช่วยเหลือทางการเงินรวม 37,900 ล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2558-2564 หรือเกือบ 20% ของความช่วยเหลือทางการเงินทั้งหมดที่ทั้งภูมิภาคได้รับจากประเทศและองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ หรือเฉลี่ย 5,530 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับเงินช่วยเหลือจากประเทศและองค์กรระหว่างประเทศทั่วโลกรวมเกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2558-2564
เงินช่วยเหลือจากจีนส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ และใช้สนับสนุนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วภูมิภาค เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย
รายงานระบุด้วยว่า สัดส่วนเงินช่วยเหลือจากจีนเมื่อเทียบกับเงินช่วยเหลือที่ทั้งภูมิภาคได้รับ ลดลงจากเกือบ 24% ในปี 2558 เหลือ 14% ในปี 2564
และยังมีหุ้นส่วนใหม่ๆ ยื่นความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งรวมถึง ธนาคารพัฒนาอิสลามของซาอุดิอาระเบีย ที่จัดสรรเงินกู้ที่ไม่มีเงื่อนไขราว 225 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยส่วนใหญ่มอบให้อินโดนีเซีย และอินเดียจัดสรรเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ต่อปีแก่เมียนมา
ขณะที่เงินสนับสนุนด้านการพัฒนาแก่ภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่หรือ 80% ยังคงมาจากหุ้นส่วนดั้งเดิม อย่าง ธนาคารด้านการพัฒนา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหภาพยุโรป สหรัฐฯ และออสเตรเลีย โดยญี่ปุ่นเป็นแหล่งเงินช่วยเหลือรายใหญ่รายเดียวอันดับ 2 รองจากจีน โดยให้เงินสนับสนุน 28,200 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2558-2564 ตามด้วยเกาหลีใต้ 20,400 ล้านดอลลาร์