เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

รู้ทัน "การล่วงละเมิดทางเพศ" สังเกตสัญญาณเตือนและแนวทางป้องกัน

05 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

รู้ทัน "การล่วงละเมิดทางเพศ" สังเกตสัญญาณเตือนและแนวทางป้องกัน

เผยสถิติน่าเป็นห่วง เด็กไทยเสี่ยงโดนล่วงละเมิดทางเพศพุ่งสูง ทั้งจากคนใกล้ตัวและภัยสื่อออนไลน์ แนะสังเกตสัญญาณเตือนและวิธีรับมือ

ภัยคุกคามความปลอดภัยในเด็กและเยาวชนไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าใจหายในยุคที่เทคโนโลยีเบ่งบาน ล่าสุด กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเพื่อแจ้งเตือนสังคมว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนมีโอกาสถูกล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีชนวนเหตุหลักมาจากความง่ายในการเข้าถึงสื่อออนไลน์ในทุกช่วงวัย ประกอบกับภัยจากคนใกล้ตัวที่แฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัวของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนในสังคมต้องช่วยกันยื่นมือเข้ามาดูแลสอดส่องก่อนที่จะสายเกินไป

จากการเปิดเผยข้อมูลทางสถิติตลอด 3 ปีย้อนหลัง โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สะท้อนให้เห็นภาพสะเทือนใจดังนี้

  • ปี 2566: มีเด็กและเยาวชนถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัวจำนวน 316 ราย และจากคนนอกครอบครัว 445 ราย

  • ปี 2567: ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยถูกกระทำจากคนในครอบครัว 408 ราย และจากคนนอกครอบครัว 606 ราย

  • ปี 2568: แม้ตัวเลขจะลดลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยถูกกระทำจากคนในครอบครัว 329 ราย และจากคนนอกครอบครัว 540 ราย

เมื่อแยกแยะตามเพศสภาพจากข้อมูลปี 2568 พบว่า เหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนหญิงที่มีจำนวนสูงถึง 703 ราย ขณะที่เด็กและเยาวชนชายตกเป็นเหยื่อจำนวน 92 ราย โดยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แรงจูงใจและปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดพฤติกรรมล่วงละเมิดนี้มีหลายสาเหตุ โดยเฉพาะพฤติกรรมการเสพสื่อออนไลน์ ภาพลามกอนาจาร และที่น่าจับตาคือสถิติการล่วงละเมิดทางเพศที่เกี่ยวเนื่องจากการเล่นเกมออนไลน์ก็มีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน

รู้ทัน "การล่วงละเมิดทางเพศ" สังเกตสัญญาณเตือนและแนวทางป้องกัน

สัญญาณเตือนที่ผู้ปกครองต้องรู้ และ 5 คาถาสอนลูกหลานให้รอดพ้นภัย

เพื่อป้องกันและยับยั้งความสูญเสีย นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ได้ให้คำแนะนำว่า ผู้ปกครองต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมและความเปลี่ยนแปลงของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด โดยสัญญาณเตือนทางกายและใจที่อาจบ่งชี้ว่าเด็กกำลังเผชิญฝันร้าย ได้แก่ การมีร่องรอยบอบช้ำหรือฟกช้ำตามร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ, มีอาการร้องไห้เป็นประจำโดยไม่มีเหตุผล และมีปัญหาสภาพจิตใจที่ดูเศร้าหมองหรือเก็บกดอย่างเห็นได้ชัด หากพบสัญญาณเหล่านี้ หรือได้รับข้อมูลว่าเด็กโดนล่วงละเมิด ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและประเมินบาดแผลทันที

ด้าน นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า สถาบันฯ ได้มีการจัดตั้ง "ศูนย์พึ่งได้" (One Stop Crisis Center: OSCC) ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลและคุ้มครองเด็ก โดยแพทย์ได้ถอดบทเรียนและสรุปแนวทางปฏิบัติ 5 ข้อที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรนำไปใช้อบรมบุตรหลานเพื่อจำกัดความเสี่ยงดังนี้

  • สอนให้รู้จักร่างกายของตนเอง: ให้เด็กเข้าใจและระบุพิกัดพื้นที่ส่วนตัวบนร่างกายอย่างชัดเจนว่าบริเวณใดบ้างที่ห้ามไม่ให้ผู้อื่นมาสัมผัสจับต้องเด็ดขาด

  • สอนเรื่องความเหมาะสมในการสื่อสาร: เน้นย้ำกับเด็กว่าไม่ควรถ่ายภาพอวัยวะที่ไม่เหมาะสมของตนเองส่งให้ผู้อื่นในโลกออนไลน์ไม่ว่ากรณีใดๆ

  • สอนทักษะการเอาตัวรอด: ฝึกให้เด็กรู้จักวิธีป้องกันตนเองและการหนีเอาตัวรอดเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัวหรือสุ่มเสี่ยง

  • สอนให้กล้าแจ้งผู้ใหญ่: สร้างความมั่นใจให้เด็กกล้าที่จะเข้ามาบอกผู้ปกครอง ครู หรือคนใกล้ตัวทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ล่วงละเมิดหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย

  • จำกัดการเข้าถึงสื่อออนไลน์: ผู้ปกครองต้องเข้ามามีบทบาทในการคัดกรองและจำกัดเวลา-เนื้อหาการเข้าถึงสื่อออนไลน์ของเด็ก

รู้ทัน "การล่วงละเมิดทางเพศ" สังเกตสัญญาณเตือนและแนวทางป้องกัน

ถอดรหัส "ภาวะ PTSD" ในเด็ก และแนวทางการกู้คืนสภาพจิตใจ

ความน่ากลัวของการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กไม่ได้จบลงแค่บาดแผลทางกาย แพทย์หญิงถิรพร ตั้งจิตติพร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ได้ให้ทัศนะเชิงวิชาการที่น่าสนใจว่า บาดแผลทางร่างกายเป็นสิ่งที่รักษาทางการแพทย์ให้หายดีได้ในเวลาไม่นาน แต่บาดแผลลึกในใจของเด็กนั้นต้องใช้เวลานานนับปีในการเยียวยา หากปล่อยปละละเลยเด็กอาจพัฒนาไปสู่ภาวะเครียด รุนแรง วิตกกังวล ซึมเศร้า มีปัญหาพฤติกรรม และก้าวไปสู่โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรง หรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการเด่นชัดได้จาก 4 มิติต่อไปนี้

  • การหวนนึกถึงเหตุการณ์ (Intrusive Memories): เด็กจะมีภาพเหตุการณ์เลวร้ายผุดขึ้นมาในหัวเองโดยไม่ตั้งใจ มักมีอาการฝันร้ายบ่อยครั้ง หรือแสดงท่าทีตื่นตระหนกรู้สึกเหมือนเหตุการณ์นั้นกำลังฉายซ้ำและเกิดขึ้นจริงอีกครั้ง
  • การพยายามหลีกเลี่ยง (Avoidance): เด็กจะมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงที่จะเดินทางไปยังสถานที่ พบปะผู้คน ทำกิจกรรม หรือจับต้องสิ่งของใดๆ ที่อาจไปกระตุ้นเตือนให้นึกถึงเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีต
  • การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และความคิด (Negative Changes in Mood and Cognition): เริ่มแสดงอาการหมดความสนใจในสิ่งแวดล้อมรอบตัว รู้สึกแปลกแยกแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อน มีพฤติกรรมโทษตัวเองตลอดเวลา รวมถึงการมองโลกในแง่ร้ายไปหมดทุกเรื่อง
  • การตื่นตัวมากเกินไป (Hyperarousal): มีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ระแวดระวังตัวสูง ตกใจง่าย มีปัญหานอนไม่หลับ และมักจะมีความรู้สึกฝังใจว่าตัวเองตกอยู่ในอันตรายตลอดเวลา

จิตแพทย์เด็กย้ำชัดว่า หากผู้ปกครองพบว่าบุตรหลานมีท่าทีเปลี่ยนไปหรือสุ่มเสี่ยงต่ออาการดังกล่าว สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเปิดอกพูดคุยด้วยท่าทีอบอุ่น "แบบไม่คาดคั้น" พร้อมที่จะรับฟังอย่างตั้งใจ และทำทุกวิถีทางให้เด็กเกิดความรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยว่าตนเองพ้นจากสิ่งคุกคามแล้ว จากนั้นควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย ประเมินสภาพจิตใจกับผู้เชี่ยวชาญ ควบคู่ไปกับการรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีความตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

ทั้งนี้ หากผู้ปกครองหรือประชาชนทั่วไปพบเห็นการกระทำ สื่ออนาจาร หรือสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยของเด็ก รวมถึงพบเจอเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ สามารถทำหน้าที่พลเมืองดีแจ้งเหตุเพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีผ่านช่องทางสายด่วน เบอร์โทร 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม และ สายด่วนแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย 191 ตลอด 24 ชั่วโมง