สัญญาณอันตราย 'โรคลมแดด' ในผู้สูงอายุ แนะวิธีป้องกันก่อนสาย
07 พ.ค. 2569

เตือนภัย "โรคลมแดด" (Heatstroke) ภาวะฉุกเฉินที่เป็นอันตรายถึงชีวิตโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ พร้อมเปิดเกณฑ์วินิจฉัยและวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
Feature & Lifestyle
07 พ.ค. 2569

เตือนภัย "โรคลมแดด" (Heatstroke) ภาวะฉุกเฉินที่เป็นอันตรายถึงชีวิตโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ พร้อมเปิดเกณฑ์วินิจฉัยและวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิพุ่งสูงต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังไม่แพ้ปัญหาสุขภาพอื่น คือ “โรคลมแดด” หรือ ฮีทสโตรก ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่ร่างกายปรับตัวต่อความร้อนได้ลดลง
นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคลมแดดเป็นภาวะที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นมากจนระบบระบายความร้อนของร่างกายทำงานไม่ทัน ส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายเริ่มทำงานผิดปกติ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว อาจเกิดภาวะช็อก หมดสติ หรือเสียชีวิตได้
ตามปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์จะมีการสร้างความร้อนจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานอยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องระบายความร้อนออกผ่านหลายช่องทาง ทั้งทางลมหายใจ ปัสสาวะ และการขับเหงื่อผ่านผิวหนัง แต่เมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน ร่างกายจะสูญเสียความสามารถในการระบายความร้อน ทำให้เหงื่อออกมากและเกิดภาวะขาดน้ำตามมา
สำหรับผู้สูงอายุ ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีปริมาณน้ำในร่างกายน้อยกว่าวัยทำงาน อีกทั้งระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายเสื่อมลงตามวัย หลายคนยังมีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน ซึ่งล้วนเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากความร้อน
อาการของโรคลมแดดอาจเริ่มจากอาการอ่อนเพลียทั่วไป แต่สามารถพัฒนาอย่างรวดเร็วจนเป็นอันตรายได้ เกณฑ์สำคัญที่ควรสังเกต ได้แก่ ร่างกายมีอุณหภูมิสูงตั้งแต่ 40.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป บางรายอาจไม่มีเหงื่อออก แม้อยู่ในสภาพอากาศร้อน หรือบางคนอาจมีเหงื่อออกแต่ตัวเย็นร่วมด้วย
นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการผิดปกติทางสมองและระบบประสาท เช่น สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง เวียนศีรษะ ตอบสนองช้าลง เพ้อ ชัก หรือหมดสติ รวมถึงมีอาการกระหายน้ำอย่างรุนแรง โดยมักเกิดหลังอยู่กลางแดดนาน ๆ หรือออกกำลังกายหนักในสภาพอากาศร้อน
หากพบอาการเหล่านี้ ไม่ควรรอให้อาการดีขึ้นเอง เพราะโรคลมแดดถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด
แพทย์หญิงบุษกร โลหารชุน ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ แนะนำว่า การป้องกันโรคลมแดดสามารถทำได้ด้วยการลดโอกาสที่ร่างกายจะสะสมความร้อนมากเกินไป
ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดหรือในสถานที่อากาศร้อนอบอ้าวเป็นเวลานาน สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง ระบายอากาศได้ดี และควรอยู่ในบริเวณที่มีพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ หากอากาศร้อนมากควรอาบน้ำหรือเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นบ่อยขึ้น เพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย
สิ่งสำคัญอีกประการคือการดื่มน้ำให้เพียงพอ แม้จะยังไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม โดยสามารถดื่มน้ำเปล่า น้ำผักผลไม้ หรือน้ำเกลือแร่ในกรณีที่เสียเหงื่อมาก ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น
นอกจากนี้ ควรลดกิจกรรมกลางแจ้งหรือการออกกำลังกายหนักในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วงสายถึงบ่าย ส่วนญาติหรือผู้ดูแลควรหมั่นสังเกตอาการของผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจไม่สามารถบอกอาการผิดปกติของตนเองได้ชัดเจน
หากพบผู้มีอาการเข้าข่ายโรคลมแดด สิ่งสำคัญที่สุดคือการลดอุณหภูมิร่างกายให้เร็วที่สุด พร้อมรีบนำส่งโรงพยาบาล
เบื้องต้นควรเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังที่ร่มหรือสถานที่อากาศถ่ายเทสะดวก จัดให้นอนหงาย คลายหรือถอดเสื้อผ้าออก จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบบริเวณข้อพับ รักแร้ และขาหนีบ ซึ่งเป็นจุดที่ช่วยระบายความร้อนได้ดี รวมถึงใช้พัดลมช่วยเป่าระบายอากาศ
หากผู้ป่วยหมดสติ ชัก หรือไม่ตอบสนอง ควรรีบโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที เพราะการรักษาที่ล่าช้าอาจทำให้อวัยวะสำคัญ เช่น สมอง หัวใจ และไต เกิดความเสียหายถาวรได้
โรคลมแดดอาจดูเหมือนเป็นเพียงอาการจากอากาศร้อนทั่วไป แต่แท้จริงแล้วเป็นภาวะอันตรายที่เกิดขึ้นได้รวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว การดูแลร่างกายให้ได้รับน้ำอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงความร้อนจัด และสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด คือวิธีสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงหน้าร้อนนี้
ข่าวล่าสุด