เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

รู้ทัน "สารเคมีเข้าตา" อุบัติเหตุใกล้ตัวที่อาจพรากการมองเห็นถาวร

20 เม.ย. 2569

รู้ทัน "สารเคมีเข้าตา" อุบัติเหตุใกล้ตัวที่อาจพรากการมองเห็นถาวร

เตือนภัยสารเคมีใกล้ตัวกระเด็นเข้าตา ชี้สารฤทธิ์เป็น "ด่าง" อันตรายกว่า "กรด" พร้อมแนะวิธีล้างตาที่ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยงตาบอด

อุบัติเหตุทางตายังคงเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสังคมไทย และในหลายกรณีผลลัพธ์ไม่ได้จบลงแค่ความระคายเคืองชั่วคราว แต่ลุกลามไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร โดยเฉพาะเหตุการณ์ “สารเคมีกระเด็นเข้าตา” ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในบ้านไปจนถึงสถานประกอบการอุตสาหกรรม

แพทย์เตือนว่า อุบัติเหตุลักษณะนี้มักถูกมองข้าม ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บรุนแรงต่อดวงตา

 

ภัยเงียบในบ้านและโรงงาน: เมื่อสารเคมีไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว

สารเคมีที่ก่ออันตรายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงงานหรือห้องแล็บเท่านั้น แต่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ ยาฆ่าแมลง กรดสำหรับเติมแบตเตอรี่รถยนต์ รวมถึงสารในภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวอย่างกาวร้อน ยาหม่อง หรือยาน้ำนวดแก้ปวด ก็เป็นอีกตัวอย่างที่พบว่ามีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจากการเข้าตาโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาจหยิบใช้ผิดประเภท

เมื่อสารเคมีเข้าสู่ดวงตา ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ผิวด้านนอก แต่สามารถแทรกซึมลึกลงไปยังเนื้อเยื่อภายใน ทั้งกระจกตา เยื่อบุตา และโครงสร้างสำคัญของลูกตา ส่งผลให้เกิดการอักเสบ การติดเชื้อ และความผิดปกติของการมองเห็นในระยะยาว

 

"กรด" ปะทะ "ด่าง": ใครร้ายกว่ากัน?

ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับชนิดของสารเคมีเป็นสำคัญ

  • ฤทธิ์กรด: มักสร้างความเสียหายในวงจำกัด เนื่องจากกรดจะทำปฏิกิริยากับโปรตีนในเนื้อเยื่อจนเกิดการตกตะกอนเสมือนเป็น "เขื่อนกั้น" ไม่ให้สารซึมลึกลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่

  • ฤทธิ์ด่าง: มีความสามารถในการทะลุทะลวงสูงมาก ด่างสามารถละลายเนื้อเยื่อและแทรกซึมเข้าไปในดวงตาได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง หากเป็นด่างเข้มข้น เช่น แอมโมเนีย โซดาไฟ หรือปูนซีเมนต์ อาจทำให้ตาดำเปื่อยยุ่ยจนตาบอดได้ในเวลาอันสั้น

ในทางคลินิก อาการที่เกิดขึ้นสามารถสะท้อนระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ระยะแรกที่ผู้ป่วยจะรู้สึกแสบตา เคืองตา น้ำตาไหล หรือตามัว ไปจนถึงระยะที่เกิดความเสียหายลึก เช่น กระจกตาขุ่นเป็นฝ้า มีเส้นเลือดงอกผิดปกติ หรือแม้กระทั่งโครงสร้างของเปลือกตาและเยื่อบุตาผิดรูป ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพการมองเห็นในระยะยาว นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ต้อหิน จากความดันลูกตาที่เพิ่มสูงขึ้น

 

วิธีการล้างตาที่ถูกต้อง: "ล้างด่วน-ล้างผ่าน-ล้างนาน"

สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้คือ “การปฐมพยาบาลที่ถูกต้องและทันท่วงที” เพราะช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีแรกสามารถเป็นตัวแปรสำคัญในการลดความเสียหายของดวงตาได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเกิดอุบัติเหตุสารเคมีเข้าตา "เวลา" คือตัวแปรสำคัญที่สุด จักษุแพทย์แนะนำว่าสิ่งแรกที่ต้องทำทันทีคือการ "รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาด" ให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด โดยมีขั้นตอนที่ถูกต้องดังนี้

  • ปล่อยน้ำไหลผ่านดวงตา: ควรใช้น้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ (Normal Saline) เทชะล้างโดยให้น้ำไหลผ่านดวงตาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำสารเคมีออกไปให้ได้มากที่สุด

  • ห้ามลืมตาแช่ในน้ำ: ไม่แนะนำให้ตักน้ำใส่ขันแล้วก้มหน้าลงไปลืมตาแช่ไว้ เพราะสารเคมีจะยังคงวนเวียนอยู่ในภาชนะนั้น

  • ใช้ก๊อกน้ำช่วย: วิธีที่ง่ายและได้ผลดีคือการเปิดก๊อกน้ำให้ไหลเบาๆ ตะแคงใบหน้าให้ตาข้างที่โดนสารเคมีอยู่ด้านล่าง แล้วให้น้ำไหลผ่านเข้าดวงตาตลอดเวลา 15-20 นาที พร้อมทั้งกลอกตาไปมาเพื่อให้ชะล้างได้ทั่วถึง

สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์

หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว ผู้ประสบเหตุควรไปพบจักษุแพทย์โดยเร็วที่สุด และ "ห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด" เพราะจะยิ่งซ้ำเติมให้แผลรุนแรงขึ้น หากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบเข้ารับการรักษาทันที

  • การมองเห็นมัวลงอย่างรวดเร็ว

  • มีอาการปวดตามาก ตาสู้แสงไม่ได้ หรือมีขี้ตาเยอะ

  • พบเลือดออกในตาดำ หรือมีของเหลวใสไหลออกมาจากลูกตา

  • เปลือกตาแสบ แดง หรือเริ่มมีอาการบวมผิดปกติ

แม้ว่าอุบัติเหตุทางตาจะดูเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด แต่ในความเป็นจริงแล้วส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ หากมีการตระหนักรู้และสร้างพฤติกรรมความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสวมแว่นตานิรภัยขณะทำงาน การอ่านฉลากก่อนใช้สารเคมี การจัดเก็บผลิตภัณฑ์ให้เป็นระเบียบและแยกจากของใช้ส่วนตัว รวมถึงการให้ความรู้แก่พนักงานในสถานประกอบการเกี่ยวกับวิธีป้องกันและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ท้ายที่สุดแล้ว อุบัติเหตุสารเคมีเข้าตาอาจเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที แต่ผลกระทบสามารถยาวนานไปตลอดชีวิต การรู้เท่าทันอันตรายและลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้องตั้งแต่วินาทีแรก จึงไม่ใช่แค่การป้องกันอาการบาดเจ็บ แต่คือการปกป้อง “การมองเห็น” ซึ่งเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ไม่ให้สูญหายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมาได้อีก