เลือดกำเดาไหลในเด็ก เรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องรู้ พร้อมวิธีรับมืออย่างถูกต้อง
07 เม.ย. 2569

แนะวิธีปฐมพยาบาลเลือดกำเดาไหลในเด็กที่ถูกต้อง พร้อมเตือนปัจจัยกระตุ้นจากฝุ่น PM 2.5 และวิธีป้องกันหลอดเลือดฝอยแตกง่ายด้วยวิตามินซี
Feature & Lifestyle
07 เม.ย. 2569

แนะวิธีปฐมพยาบาลเลือดกำเดาไหลในเด็กที่ถูกต้อง พร้อมเตือนปัจจัยกระตุ้นจากฝุ่น PM 2.5 และวิธีป้องกันหลอดเลือดฝอยแตกง่ายด้วยวิตามินซี
“เลือดกำเดาไหล” อาจเป็นภาพที่ทำให้พ่อแม่หลายคนตกใจ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นกับลูกน้อยแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะนี้ถือเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในเด็ก และส่วนใหญ่ไม่ได้รุนแรงอย่างที่กังวล หากเข้าใจสาเหตุ วิธีปฐมพยาบาล และการป้องกันอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงและดูแลลูกได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
ข้อมูลจาก กรมการแพทย์ และ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุว่า เลือดกำเดาไหลในเด็กมักเป็นภาวะปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กช่วงอายุประมาณ 2–3 ปี ไปจนถึงวัยประถมต้น ซึ่งเป็นช่วงที่เยื่อบุจมูกยังบอบบางและเส้นเลือดฝอยแตกได้ง่าย
กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุว่าสาเหตุหลักของเลือดกำเดาไหลมักเกิดจากการที่เส้นเลือดฝอยบริเวณเยื่อบุจมูกส่วนหน้าแตกง่าย ซึ่งมีปัจจัยกระตุ้นหลายประการ ดังนี้
พฤติกรรมและการบาดเจ็บ: การแคะ แกะ หรือเกาบริเวณจมูกอย่างรุนแรง รวมถึงอุบัติเหตุบริเวณใบหน้าและศีรษะ
โรคประจำตัว: โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้จมูก ซึ่งทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบและเปราะบาง
โครงสร้างร่างกาย: เด็กบางรายอาจมีรูปโครงสร้างจมูกที่ผิดปกติมาแต่กำเนิด ทำให้เอื้อต่อการเกิดเลือดกำเดาไหลได้ง่ายกว่าปกติ
อีกปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในปัจจุบันคือ PM 2.5 ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ลึก โดยเฉพาะในเด็กที่มีโรคภูมิแพ้หรือโรคประจำตัว อาจทำให้เยื่อบุจมูกระคายเคือง อักเสบ และเพิ่มโอกาสเกิดเลือดกำเดาไหลได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ผลกระทบของ PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง หัวใจ ปอด และไต ก่อให้เกิดกระบวนการอักเสบในร่างกาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว โดยมีข้อมูลบางส่วนที่ชี้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนด และพัฒนาการของเด็ก รวมถึงภาวะสมาธิสั้น แม้ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันในระยะยาวก็ตาม
โดยทั่วไปแล้ว เลือดกำเดาไหลในเด็กมักไม่รุนแรง และสามารถหยุดได้เองภายใน 5–10 นาที หากได้รับการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ทุกคนควรรู้
วิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง มีดังนี้
หากผ่านไปแล้วเลือดยังไม่หยุดไหล และมีระยะเวลานานเกิน 30 นาที ควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์ทันที เพื่อประเมินหาสาเหตุเพิ่มเติม และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากการรับมือเมื่อเกิดอาการแล้ว การป้องกันก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยสามารถทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เช่น
ดูแลไม่ให้เยื่อบุจมูกแห้งเกินไป ซึ่งอาจทำได้โดยใช้น้ำเกลือหยอดจมูก หรือทาวาสลินบาง ๆ ภายในรูจมูกก่อนนอน
ควบคุมสภาพอากาศในห้องนอนให้มีความชื้นเหมาะสม ไม่แห้งจนเกินไป
รับประทานผักและผลไม้ รวมถึงอาหารที่มีวิตามินซี จะช่วยเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย ทำให้โอกาสเกิดเลือดกำเดาไหลลดลง
หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง ๆ
สุดท้ายนี้ แม้เลือดกำเดาไหลจะเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและมักไม่อันตราย แต่การมีความรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง จะช่วยให้พ่อแม่สามารถรับมือได้อย่างมีสติ ลดความตื่นตระหนก และดูแลลูกน้อยได้อย่างปลอดภัยในทุกสถานการณ์
ข่าวล่าสุด