สำหรับในพื้นที่โซน E ส่วนใหญ่จะเป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงานสแกมเมอร์ชาวจีนหลากหลายบริษัท เพื่อใช้หลอกลวงคนจีนด้วยกัน คนเวียดนาม อเมริกา หรืออินเดีย ซึ่งแต่ละห้องในอาคารจะมีโต๊ะทำงาน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เอกสารที่ใช้ในการหลอกลวง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยในเกือบทุกห้องทำงานของสแกมเมอร์ จะมีการติดตั้งกลองสะบัดชัย สีแดงขนาดใหญ่ ตรงกลางสลักภาพลายมังกรสีแดง ที่อนุมานได้ว่า เมื่อสามารถหลอกลวงเหยื่อ จนได้ยอดเป็นไปตามเป้าหมาย ก็จะมีการลั่นกลองเอาฤกษ์เอาชัย ซึ่งเกือบทุกห้องทำงานจะมีการติดโลโก้บริษัท พร้อมมอตโต้การทำงาน เชิงประมาณว่า “ประสิทธิภาพของฝ่ามือ จะพิสูจน์คุณค่าการดำรงอยู่ของคุณ“ หรือมีการติดสุภาษิตจีน เชิงปลุกใจว่า “ถ้าเรามีจิตใจที่เข้มแข็ง เราสามารถกำหนดโชคชะตาของเราได้”
นอกจากนี้ ยังได้ไปดูห้องคุมขังของสแกมเมอร์ที่ไม่สามารถทำยอดให้เข้าเป้าได้ ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินของอาคารแห่งหนึ่ง ในพื้นที่โซน E มี 12 ห้อง จะเห็นได้ว่า ภายในห้องจะมีอุปกรณ์ทรมาน และมีความคับแคบ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีเพียงขวดน้ำเล็กๆ ที่เอาไว้สำหรับปัสสาวะ พร้อมกับมีการติดกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามพฤติกรรมความเคลื่อนไหวตลอดเวลาอยู่ภายในห้อง ส่วนชั้นบนของอาคารเดียวกัน จะเป็นสถานที่ทำงานของระดับบอสคอลเซนเตอร์
สำหรับในแหล่งปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมเมอร์แห่งนี้ เรียกได้ว่ามีการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งภายใน พื้นที่จะมีทั้งร้านค้า หรืออ่างอบนวด รวมไปถึงยังมีโรงพยาบาลภายในเป็นของตัวเอง ชื่อว่า โรงพยาบาล Zhong NAN Hospital โดยภายในโรงพยาบาลมีทั้งห้องจ่ายยา ห้องปรึกษาแพทย์ ห้องเอ็กซเรย์ รวมไปถึงห้องผ่าตัด โดยมีอุปกรณ์ครบครัน โดยส่วนใหญ่คาดว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ ใช้รักษาเฉพาะชาวจีนเท่านั้น เนื่องจากภาษาภายในโรงพยาบาลมีแต่ภาษาจีน รวมถึงแพทย์ที่มาประจำการก็เป็นชาวจีน อีกทั้งโรงพยาบาลแห่งนี้ถูกใช้เป็นฐานที่ตั้งทางทหาร รวมถึงเป็นสถานที่ใช้ปล่อยโดรนพลีชีพ ในช่วงของการสู้รบที่ผ่านมาด้วย
นอกจากนี้ ในพื้นที่ยังมีโซนเอ็นเทอร์เมนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีทั้งกาสิโน คาราโอเกะ อาบอบนวด โรงแรม และสถานที่ขายบริการทางเพศ ซึ่งภายในห้องมีการจำลองเตียงเป็นเวทีมวย กรงนก และมีอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับกิจกรรมทางเพศอยู่ภายในอาคาร โดยในพื้นที่นี้จะถือเป็นเขตหวงห้าม อนุญาตให้เฉพาะนักธุรกิจ หรือระดับบอสชาวจีน เข้ามาสังสรรค์เท่านั้น ส่วนสแกมเมอร์ไม่มีสิทธิเข้าพื้นที่
“ผอ.ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา” เดินหน้าเปิดโปงข้อมูลสแกมเมอร์ สู่สายตานานาชาติ ลุยฐานหลอกลวงสหรัฐฯ-ยุโรป รังใหญ่เฟส 2 โอร์เสม็ด พร้อมเชิญองค์กรนานาชาติพิสูจน์ความจริง แจงเหตุทหารไทยเข้าควบคุมพื้นที่ พบเป็นฐานปล่อยโดรน-วางสไนเปอร์ยิงถล่มไทย
พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย – กัมพูชา หรือ JIC กล่าวภายหลังพาสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และประเด็นศูนย์สแกมอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ในพื้นที่โอร์เสม็ด-ช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ว่า ศูนย์ฯ ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ฐานสแกมเมอร์ที่โอร์เสม็ด เป็นครั้งที่ 3 เพื่อมาดูสถานที่จริง โดยครั้งนี้ได้พาไปดูห้องที่เป็นห้องจำคุก เพื่อป้องกันไม่ให้คนหนีออกจากพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการตั้งกฎในการลงโทษ นอกจากนี้ยังมีที่ตั้งของโรงพยาบาล ซึ่งภาพรวมเป็นลักษณะของเอ็นเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งถือเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่มาก รวมถึงมีบอสที่จะควบคุมบังคับบัญชาในพื้นที่
ทั้งนี้ ก่อนการสู้รบ ทางกองทัพไม่ทราบมาก่อนว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นลักษณะรังสแกมเมอร์ ทราบเพียงว่า เป็นบ่อนกาสิโน เพราะหลังจากสถานการณ์โควิด ไม่มีคนมาใช้บริการ จึงมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นสแกมเมอร์
สำหรับห้องที่ใช้ในการทำงานของสแกมเมอร์ จะมีระบบในการติดต่อสื่อสาร และคู่มือในการสอนให้หลอกลวง รวมถึงมีวิทยากร ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามระดับโลก ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าว ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้ต้องช่วยกันในการแก้ไขปัญหา ซึ่งทั้งหมดนี้คือ หลักฐานที่แท้จริง ที่เป็นอันตรายกับผู้ที่บริสุทธิ์
โดยพื้นที่ดังกล่าว ไทยสามารถควบคุมพื้นที่ทั้งหมดอย่างเข้มแข็ง ซึ่งจากกรณีที่ฝ่ายกัมพูชานำคณะผู้สังเกตการณ์ หรือ AOT เข้ามาก็ไม่สามารถเข้ามาในพื้นที่นี้ได้ หรือกรณีที่ทหารกัมพูชา มีการเลี้ยงฉลอง จนมีอาการมึนเมา และมีการยิงปืนยั่วยุเข้ามา ฝ่ายไทยก็ได้ยิงแจ้งเตือนไป ซึ่งเป็นไปตามกฎการใช้กำลัง
ส่วนการขยายผลเรื่องสแกมเมอร์ ได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อส่งต่อข้อมูลไปยังองค์กรต่างๆ รวมไปถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) หรือ องค์การนิรโทษกรรมสากล ซึ่งหากอยากเข้ามาดูพื้นที่จริง ฝ่ายไทยก็พร้อมพาเข้ามาดู เพื่อนำไปต่อยอด และถ่ายทอดหลักฐานต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งฝ่ายไทยได้ใช้กำลังพล เข้าควบคุมพื้นที่มาแล้วกว่า 3 เดือน ซึ่งต้องรอดูในระยะต่อไปว่า ในอนาคตรัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไรต่อ แต่ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ฝ่ายไทยได้ประสานไปยังฝั่งกัมพูชา เพื่อพูดคุยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ลดความขัดแย้ง
ส่วนการประเมิน AOT ที่ได้เดินทางเข้ามาในพื้นที่ ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ของฝ่ายไทย ซึ่งอาจจะมีการตีความ หรือเข้าใจผิด ซึ่งขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยทำตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม
พล.อ.อ.ประภาส ยังย้ำว่า พื้นที่ดังกล่าว ในการสู้รบที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้เป็นฐานปล่อยโดรน รวมไปถึงยิงสไนเปอร์ และยิงอาวุธหนักใส่ฝ่ายไทย ทำให้เราจึงมีความจำเป็นต้องป้องกันตัวเอง เพื่อรักษาชีวิตกำลังพล และประชาชนในพื้นที่ และเป็นเหตุผลที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องควบคุมพื้นที่ดังกล่าวไว้ เพื่อให้หน่วยดังกล่าวได้ดำเนินกลยุทธ์ในการดูแลพื้นที่ต่อไป
เมื่อถามว่า กรณีที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางไปพบกับผู้นำฝรั่งเศส จะถือว่าเป็นการดึงนานาชาติเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์อยู่ ขอย้ำว่าไทยได้ทำตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องการที่จะพบปะพูดคุยกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่การที่เราเพิ่งผ่านการปะทะกันอย่างรุนแรง และจะมาพูดคุยกันเลยก็เป็นเรื่องที่ยาก ดังนั้นต้องให้สถานการณ์ค่อยๆ ลดระดับลงอยู่ในจุดที่เหมาะสม ซึ่งฝ่ายกัมพูชาจะดำเนินการอย่างไรบ้างก็คงเดาไม่ยาก ก่อนที่จะมีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงของการให้ข้อมูลข่าวสารของทั้งสองฝ่าย ในการสร้างความชอบธรรม สร้างสภาพแวดล้อมต่างๆ ให้เกื้อกูลกับตนเอง ถือเป็นช่วงเข้าสู่สนามทางการทูต และต่อสู้ในเวทีต่างประเทศ ซึ่งเราจะไม่ยอมเด็ดขาดในการที่จะไปพูดคุย และทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ โดยในแต่ละเวทีไม่มีผลในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการแสดงความคิดเห็น สร้างกระแส ซึ่งอาจจะมีการใช้ “ล็อบบี้ยิสต์“ ด้วย