svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

อย่ามองข้าม! หน้าหนาวนี้ ระวัง “ตาแห้ง” ภัยเงียบที่กระทบดวงตา

13 ม.ค. 2569

หน้าหนาวนี้ระวังตาพัง! แพทย์เผยอากาศแห้งและเย็นทำน้ำตาเทียมระเหยไว เสี่ยง "ตาแห้ง" รุนแรง แนะสังเกตอาการแสบตา-ตาพร่ามัว พร้อมเผย 4 วิธีดูแลดวงตาให้ชุ่มชื้นตลอดฤดูกาล

ในช่วงฤดูหนาว นอกจากโรคระบบทางเดินหายใจที่มักพบได้บ่อยแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพที่หลายคนมองข้าม นั่นคือ “ภาวะตาแห้ง” ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศแห้งและเย็น หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และในบางรายอาจลุกลามจนกระทบต่อการมองเห็นได้

กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) แสดงความห่วงใยสุขภาพประชาชนในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้เจ็บป่วยได้ง่าย ไม่เพียงแต่สุขภาพทั่วไปเท่านั้น แต่ดวงตาซึ่งเป็นอวัยวะที่บอบบางก็ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีภาวะตาแห้งหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง

อากาศหนาว-แห้ง ส่งผลต่อน้ำหล่อเลี้ยงดวงตา

นายแพทย์ไพโรจน์ สุรัตน์วนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ในช่วงอากาศหนาว นอกจากต้องระวังโรคทางเดินหายใจแล้ว อากาศที่แห้งและเย็นยังส่งผลให้ผิวหนังแห้งแตก และทำให้น้ำที่หล่อเลี้ยงลูกตาตามธรรมชาติระเหยได้ง่ายกว่าปกติ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตาแห้ง นอกจากนี้ ลมหนาวและแสงแดดที่ค่อนข้างแรงในบางช่วง ยังอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา ตาแดง หรือแสบตาได้

ภาวะตาแห้งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยระดับความรุนแรงจะแตกต่างกันไป หากมีอาการมากหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

สาเหตุของตาแห้ง ไม่ได้มาจากอากาศอย่างเดียว

นายแพทย์กิตติวัฒน์ มะโนจันทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ระบุว่า สาเหตุของภาวะตาแห้งมีหลายปัจจัย เช่น การสร้างน้ำตาน้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจพบในผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง ผู้ที่มีต่อมน้ำตาทำงานผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หรือผู้ที่มีประวัติแพ้ยารุนแรง รวมถึงผู้ที่มีการอักเสบของกระจกตา และผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน

นอกจากนี้ ยังพบภาวะตาแห้งได้บ่อยในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ส่งผลต่อการผลิตน้ำตาตามธรรมชาติ

สัญญาณเตือนตาแห้งที่ไม่ควรมองข้าม

อาการของภาวะตาแห้งที่พบบ่อย ได้แก่ ระคายเคืองตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตา แสบตา ตาแดง ตาสู้แสงไม่ได้ น้ำตาไหลมากผิดปกติจากการเคืองตา ตาพร่ามัว หรือกระพริบตาบ่อยกว่าปกติ หากมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่อง ควรรีบเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์

กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษ

กลุ่มที่มีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งได้ง่าย ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่ต้องใช้สายตาเพ่งจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน รวมถึงผู้ที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต หรือยาแก้แพ้ ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงทำให้ตาแห้งได้

ปล่อยไว้อาจลุกลาม กระทบการมองเห็น

นายแพทย์เอกชัย อารยางกูร รองผู้อำนวยการด้านจักษุวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ภาวะตาแห้งส่วนใหญ่จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่สามารถสร้างความไม่สบายตาและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ เช่น ปวดแสบปวดร้อนบริเวณดวงตา ตาแดง น้ำตาไหล หรือมองเห็นไม่ชัด หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจพัฒนาเป็นการอักเสบเรื้อรัง และในบางกรณีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นได้

การรักษาจะพิจารณาจากสาเหตุเป็นหลัก ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว การใช้ยา พฤติกรรมการใช้สายตา หรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยแพทย์อาจแนะนำให้ปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา

4 วิธีดูแลดวงตา ลดเสี่ยงตาแห้งในหน้าหนาว

การป้องกันภาวะตาแห้งสามารถทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ได้แก่

  1. หลีกเลี่ยงการออกแดดจัดโดยไม่จำเป็น
  2. สวมแว่นกันแดดหรือหมวกทุกครั้งเมื่อต้องออกกลางแจ้ง
  3. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของดวงตา
  4. รับประทานอาหารที่มีวิตามินเอสูง เช่น ผักสีเขียว ผักบุ้ง มะละกอ และแครอท ซึ่งช่วยบำรุงสายตา

โดยเฉพาะในเด็ก หากได้รับผักและผลไม้ไม่เพียงพอ ก็อาจเสี่ยงต่อภาวะตาแห้งได้เช่นกัน

ทั้งนี้ หากเริ่มมีอาการกระพริบตาบ่อย รู้สึกไม่สบายตา หรือมีอาการระคายเคืองต่อเนื่อง ควรสงสัยว่าอาจเข้าข่ายภาวะตาแห้ง และไม่ควรละเลย หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อรับการดูแลรักษาที่เหมาะสม เพราะดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ควรได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่น ๆ