เกิดอะไรขึ้นกับอิตาลี? จากแชมป์โลกสู่ 'ขาประจำ' ผู้ผิดหวัง
02 เม.ย. 2569

เจาะลึกเบื้องหลังความล้มเหลวของอิตาลี หลังชวดไปบอลโลก 3 สมัยซ้อน วิกฤตขาดแคลนสายเลือดใหม่ นักเตะต่างชาติล้นลีก และระบบที่หยุดนิ่งทำลายอนาคตแชมป์ 4 สมัย
Exclusive
02 เม.ย. 2569

เจาะลึกเบื้องหลังความล้มเหลวของอิตาลี หลังชวดไปบอลโลก 3 สมัยซ้อน วิกฤตขาดแคลนสายเลือดใหม่ นักเตะต่างชาติล้นลีก และระบบที่หยุดนิ่งทำลายอนาคตแชมป์ 4 สมัย
ภาพของทีมชาติอิตาลีในวันนี้ช่างย้อนแย้งอย่างน่าประหลาด พวกเขาคือชาติที่เคยครองโลกด้วยแชมป์ฟุตบอลโลก 4 สมัย แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับกลายเป็นทีมที่หาทางเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์เดียวกันนั้นไม่ได้ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน (2018, 2022 และ 2026) เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับอดีตแชมป์โลกชาติใดมาก่อน ความล้มเหลวครั้งล่าสุดในรอบเพลย์ออฟยิ่งตอกย้ำว่า นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุหรือความผิดพลาดเฉพาะหน้า แต่มันคือรอยร้าวที่ลึกลงไปถึงโครงสร้างของฟุตบอลอิตาลีทั้งระบบ
นับตั้งแต่การคว้าแชมป์โลกในปี 2006 เส้นทางของอิตาลีก็เหมือนตกอยู่ในวังวนที่หาทางออกไม่เจอ จากการตกรอบแบ่งกลุ่มในปี 2010 และ 2014 สู่การไม่ผ่านรอบคัดเลือกในปี 2018 และ 2022 ก่อนจะซ้ำรอยอีกครั้งในหนล่าสุด สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่ “ฟอร์มตก” แต่คือการถดถอยในระดับที่ลึกกว่านั้น จนสื่อในประเทศบางสำนักถึงกับเรียกมันว่า “ความตกต่ำที่เคยชิน” ซึ่งเป็นคำที่เจ็บปวดอย่างยิ่งสำหรับชาติที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ในโลกฟุตบอล
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนคือ ความแข็งแกร่งของฟุตบอลระดับสโมสรในอิตาลีไม่ได้ลดลงตามไปด้วย กัลโช่ เซเรีย อา ยังคงเป็นหนึ่งในลีกที่ทรงพลังของยุโรป มีทีมทะลุเข้าชิงฟุตบอลถ้วยยุโรปอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ในขณะที่สโมสรยังคงแข่งขันได้ในเวทีระดับทวีป ทีมชาติกลับเดินสวนทางอย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติบางอย่างใน “สายพานการผลิตนักเตะ” ของประเทศ
หนึ่งในคำอธิบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากที่สุดคือ สัดส่วนของนักเตะต่างชาติในลีกที่สูงเกินไป เมื่อพื้นที่ในทีมชุดใหญ่ถูกยึดครองโดยผู้เล่นจากต่างประเทศมากกว่า 2 ใน 3 โอกาสในการพัฒนาและลงเล่นของนักเตะอิตาลีจึงลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แตกต่างจาก ลา ลีกา ของสเปน ที่ยังคงรักษาสัดส่วนนักเตะท้องถิ่นได้ในระดับสูง หรือแม้แต่ บุนเดสลีกา เยอรมนี และ ลีกเอิง ฝรั่งเศส ที่ยังมีระบบผลิตและผลักดันนักเตะของตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ อิตาลีเริ่มขาดแคลน “นักเตะระดับท็อป” ที่เติบโตจากระบบภายในประเทศอย่างแท้จริง กรณีของ มาเตโอ เรเตกี กลายเป็นสัญลักษณ์ของปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน กองหน้าจาก อัล-กาดซิยาห์ เกิดและโตในอาร์เจนตินา ไม่เคยอยู่ในสายตาของทีมชาติอาร์เจนตินาเลยจนอายุ 24 ปี แต่เพียงเพราะมี "คุณตา" เป็นคนอิตาลี เขากลับกลายเป็นความหวังสูงสุดในแดนหน้าของอัซซูรี่
ขณะเดียวกัน นักเตะระดับแถวหน้าของอิตาลีเองก็กลายเป็นเหยื่อของยุคสมัยที่ผิดพลาด จานลุยจิ ดอนนารุมมา ผู้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลก อาจต้องรอจนเข้าสู่วัย 30 ปีจึงจะได้สัมผัสฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก (หากทำได้ในเวิลด์คัพ 2030) เช่นเดียวกับ นิโคโล บาเรลลา ยอดกองกลางที่ต้องเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรอบคัดเลือก ภาพเหล่านี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเทียบกับ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่ได้สัมผัสเวทีฟุตบอลโลกถึง 4 ครั้งก่อนอายุ 32 ปีด้วยซ้ำ นี่ไม่ใช่แค่ความแตกต่างของบุคคล แต่คือช่องว่างของทั้งยุคสมัย
นอกเหนือจากปัญหาด้านการพัฒนาแล้ว ความล้าของนักเตะก็เป็นอีกปัจจัยที่ถูกพูดถึงอย่างจริงจัง โปรแกรมการแข่งขันที่แน่นขนัดในลีกที่มีถึง 20 ทีม ทำให้นักเตะต้องลงเล่นอย่างต่อเนื่องโดยแทบไม่มีเวลาฟื้นตัวหรือฝึกซ้อมร่วมกันในระดับทีมชาติ ออเรลิโอ เด ลอเรนติส ประธานสโมสรนาโปลีถึงกับเสนอว่า ควรลดจำนวนทีมในลีกลงเพื่อคืนสมดุลให้กับระบบ และตั้งคำถามว่าแนวทางแท็กติกแบบดั้งเดิมของอิตาลี ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งในอดีต อาจกลายเป็นข้อจำกัดในฟุตบอลยุคใหม่ที่ต้องการความเร็วและความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม
เมื่อปัญหาทั้งหมดถูกรวมเข้าด้วยกัน เสียงเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างจึงดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ในวงการฟุตบอล แต่รวมถึงระดับนโยบายของประเทศ อันเดรีย อาโบดี รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาถึงกับออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ฟุตบอลอิตาลีจำเป็นต้องถูกสร้างใหม่ตั้งแต่รากฐาน เพราะเวลานี้มีเด็กและเยาวชนจำนวนมากที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยเห็นทีมชาติของตัวเองลงเล่นในฟุตบอลโลกเลยแม้แต่ครั้งเดียว
.....
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับอิตาลีอาจถูกเรียกว่า “คำสาป” ในเชิงเปรียบเปรย แต่หากมองให้ลึกลงไป มันไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาหรือดวง แต่คือผลลัพธ์ของการตัดสินใจที่สะสมมานาน ระบบที่ไม่ถูกปรับปรุง และการปรับตัวที่ช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกฟุตบอล คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าอิตาลีจะกลับมายิ่งใหญ่ได้หรือไม่ แต่คือพวกเขาพร้อมจะยอมรับความจริง และกล้าพอที่จะรื้อทุกอย่างเพื่อเริ่มต้นใหม่หรือเปล่า
ข่าวล่าสุด