คลังเบรกหั่นภาษีสรรพสามิตดีเซล ห่วงวิกฤติน้ำมันลามการคลัง
02 เม.ย. 2569

คลังส่งสัญญาณเบรกลดภาษีดีเซล ย้ำใช้กลไกกองทุนน้ำมันคล่องตัวกว่า ห่วงลามวิกฤติการคลัง ชง ครม. นัดแรกเคาะกู้ 1.5 แสนล้าน อุ้มกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
Business
02 เม.ย. 2569

คลังส่งสัญญาณเบรกลดภาษีดีเซล ย้ำใช้กลไกกองทุนน้ำมันคล่องตัวกว่า ห่วงลามวิกฤติการคลัง ชง ครม. นัดแรกเคาะกู้ 1.5 แสนล้าน อุ้มกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
กระทรวงการคลัง แสดงจุดยืนช่วงสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยขอให้รัฐบาลพิจารณาใช้เครื่องมือลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงเป็นทางเลือกสุดท้าย และชี้ว่าการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักดูแลราคาน้ำมันจะคล่องตัวกว่า
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังพร้อมค้ำประกันหนี้เงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เสนอวงเงินกู้เงินที่จะให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเป็นวงเงินสูงถึง 150,000 ล้านบาท ซึ่งการค้ำประกันเงินกู้วงเงินดังกล่าวจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจนเหลือพื้นที่การคลัง (fiscal space) เพียงแค่ 300,000 ล้านบาท รวมทั้งการเพิ่มระดับหนี้สาธารณะของไทย ประกอบกับการขยายตัวเศรษฐกิจต่ำกว่าเป้าหมายเพราะภาวะสงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยได้รับผลกระทบจากสงครามทำให้จีดีพีชะลอลง
ขณะที่เมื่อรวมหลายปัจจัยกรณีไทยต้องลดการจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำมันลง จะยิ่งเสี่ยงถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ S&P Global Ratings, Moody's Investors Service และ Fitch Ratings ลดอันดับความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยลง หลังจากปี 2568 ทั้ง Moody's Investors Service และ Fitch Ratings ลดแนวโน้มอันดับเครดิตไทยลงระดับเชิงลบ (Negative) จากเดิมมีเสถียรภาพ (Stable) หากยังก่อหนี้เพิ่มและจัดเก็บรายได้ต่ำลงกว่าเป้าหมายมาก
แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางบริหารจัดการและรับมือผลกระทบวิกฤติราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้นนั้น รัฐบาลเน้นใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นเครื่องมือหลักในการอุดหนุนและรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยการออกกฎหมายใหม่รองรับ
สำหรับประเด็นที่ขอให้รัฐบาลพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพนั้น แหล่งข่าว ชี้แจงว่า การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรับภาระอุดหนุนคล่องตัวกว่าการลดภาษีสรรพสามิต
“หากใช้กลไกภาษีสรรพสามิตกรณีลดลงเพียง 1 บาท ต้องผ่านขั้นตอนกฎหมายซับซ้อนตั้งแต่การเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ เพื่อออกกฎกระทรวง โดยเมื่อผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วอาจต้องใช้เวลาดำเนินการ ขณะที่กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะดูดซับภาระราคาที่เพิ่มขึ้นได้ทันที” แหล่งข่าว กล่าว
แหล่งข่าว กล่าวว่า หากราคาน้ำมันสูงขึ้น 3 บาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเข้าไปช่วยรับภาระอุดหนุนเพิ่ม 3 บาท ได้ทันที ซึ่งทำให้ราคาขายปลีกให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบและไม่ขยับขึ้น
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะลดภาษีสรรพสามิตลง 3 บาท หรือให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนเพิ่ม 3 บาท ผลลัพธ์สุดท้ายที่ช่วยลดราคาขายปลีกก็เท่ากัน แต่หากเลือกลดภาษีสรรพสามิตลง 3 บาท จะกระทบรุนแรงต่อรายได้รัฐ เพราะทำให้รายได้จากภาษีในส่วนนี้หายครึ่งหนึ่งทันที
แหล่งข่าว กล่าวว่า กระทรวงการคลังย้ำการดำเนินนโยบายไม่ให้มีผลกระทบลูกโซ่ โดยการจัดเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าหมายเป็นความท้าทายมากอยู่แล้ว ดังนั้น รัฐบาลต้องพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงินถี่ถ้วนและเหมาะสม โดยต้องระวังไม่ให้เกิดวิกฤติการคลังเพิ่ม
"เมื่อเกิดวิกฤติพลังงานต้องระมัดระวังอย่าให้ลุกลามจนเกิดวิกฤติการคลังขึ้น รัฐบาลจึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อระบบการคลังประเทศ ผ่านการใช้กลไกชดเชยที่มีอยู่อย่างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทนการสูญเสียรายได้หลักจากภาษี"
แหล่งข่าว กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้รัฐบาลช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ก.ย.2568-ก.พ.2569) จัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายพอดี โดยจัดเก็บได้ 1.04 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 4.5% และสูงกว่าประมาณการปีนี้ 1,280 ล้านบาท
แต่ประเมินแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ตั้งแต่เดือนที่ 6 เป็นต้นไปจะยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลังที่ต้องจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเป็นการสะท้อนผลประกอบการภาคธุรกิจปี 2568 ที่อาจได้รับผลกระทบสภาพเศรษฐกิจ
ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการรายได้อย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงนโยบายที่จะสร้างความเสี่ยงต่อการจัดเก็บรายได้ประเทศระยะต่อไป
ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการดูแลราคาน้ำมันว่า ในการประชุม ครม.นัดแรก กระทรวงพลังงานจะเสนอให้ออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเสริมสภาพคล่องรับมือราคาน้ำมันโลกผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง วงเงิน 150,000 ล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี
สำหรับการดำเนินการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว จะถูกบรรจุในสัดส่วนหนี้สาธารณะ โดยกรณีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดำเนินการกู้เงิน ยืนยันว่ารัฐบาลยังมีพื้นที่การคลังรองรับวิกฤติครั้งนี้
รวมทั้งปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ต่อจีดีพี และหากนับรวมวงเงินค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 150,000 ล้านบาท ยังมีพื้นที่ดำเนินนโยบายได้อีกกว่า 300,000 ล้านบาท
“วงเงินกู้ 150,000 ล้านบาท จะรองรับวิกฤติพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลางได้ ซึ่งช่วงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครนได้ออกพ.ร.ก.ค้ำประกันวงเงิน 150,000 ล้านบาท เช่นเดียวกัน ขณะนั้นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 130,000 ล้านบาท ยังรองรับได้”
ข่าวล่าสุด