svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Exclusive

ย้อนรอยวิกฤตน้ำมันสั่นคลอนเก้าอี้ผู้นำ "เกรียงศักดิ์-ป๋าเปรม-อนุทิน"

25 มี.ค. 2569

การเมืองเรื่องน้ำมัน! "เกรียงศักดิ์ - ป๋าเปรม – อนุทิน" อยู่หรือไปแบบไหน ในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน

โดย : อสนีบาต เนชั่นทีวีออนไลน์ 

25 มีนาคม 2569 ทั่วโลกกำลังเผชิญสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อันเป็นผลจากสู้รบระหว่างสหรัฐบวกอิสราเอล - อิหร่าน ยิ่งสถานการณ์บานปลายยาวนาน ย่อมส่งผลต่อ ภาวะทางเศรษฐกิจทั้งระบบของแต่ละประเทศ ในขณะเดียวกันก็ยังมีผลต่อบทบาทผู้นำของประเทศนั้นจะฝ่าวิกฤตเหล่านี้ได้อย่างไร  

เมื่อกลับมาโฟกัสที่ประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ เราได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32  ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล  แม้ยังไม่ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องรอจนกว่า จะมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ราว 7-9 เมษายน 2569  แต่ใช่ว่า ปัญหาวิกฤตพลังงานจะคลี่คลายไปแล้ว ทำนองเดียวกัน ในช่วงที่รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจเต็มบริหารบ้านเมืองอย่างเป็นทางการ อาจเจอสถานการณ์ที่เลวร้ายมากขึ้นกว่านี้เสียด้วยซ้ำ เหมือนอย่างที่กล่าวข้างต้น อาจสั่นสะเทือนต่อภาวะเศรษฐกิจทั้งระบบ และมีผลกระทบถึงประชาชนถ้วนหน้า   

แม้แต่วันนี้ ( 25 มีนาคม 2569)  ที่ประชุมสภาฯ  ยังมี สส.ยื่นญัตติขออภิปรายการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานต่อรัฐบาล กว่าร้อยคน เรียกได้ว่า เรื่องของน้ำมันลามสู่การเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ เป็นการเมืองที่ตัวแทนประชาชนกำลังทวงถามความมั่นใจรัฐบาลจะมีวิธีฝ่าวิกฤตไปได้อย่างไร และหากแก้ไขอย่างผิดทิศผิดทาง แถม ตรวจสอบพบไอ้โม่งฉกฉวยหาประโยชน์จากวิกฤตครั้งนี้ด้วยแล้ว ย่อมมีผลสะเทือนต่อหัวหน้ารัฐบาล 

พล.อ. เกรียงศักดิ์ ลาออกกลางสภา 

เหตุการณ์วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อภาวะความเสื่อมศรัทธา และความนิยมผู้นำ หากแก้ไขสำเร็จ ไม่ได้เพิ่งเกิด หากแต่ย้อนรอยไปในอดีต ก็เกิดขึ้นมาเป็นระยะๆ  ภาพจำที่สะเทือนแรงมากที่สุด เป็นยุค  พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์  ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ต้องเผชิญกับ วิกฤตการณ์น้ำมันโลกครั้งที่ 2 ในช่วงปี พ.ศ. 2522–2523 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย เกิดกระแสต่อต้านจากภาคประชาชนจนในที่สุด พล.อ.เกรียงศักดิ์ ประกาศลาออกกลางสภา 
 
จุดกำเนิดของวิกฤตมาจากต่างประเทศ เกิดการปฏิวัติในประเทศอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การปรับขึ้นราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า เพื่อประคองฐานะการคลัง รัฐบาลจำเป็นต้องประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าหลายครั้งในเวลาอันสั้น

การขึ้นราคาสินค้าส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพพุ่งสูง จนเกิดการประท้วงจากนิสิต นักศึกษา สหภาพแรงงาน และการโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายค้านในสภา

กระทั่งเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2523 พลเอก เกรียงศักดิ์ ตัดสินใจประกาศลาออกกลางที่ประชุมรัฐสภาในขณะที่มีการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยระบุเหตุผลเพื่อรักษาขบวนการทางประชาธิปไตยและเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสามารถเข้ามาแก้ไขวิกฤตแทน 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของท่านได้วางรากฐานสำคัญไว้คือ การตราพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ ปตท. ในเวลาต่อมา

ป๋าเปรม ปลุกสโลแกน "โชติช่วง ชัชวาล"

วิกฤตพลังงานในยุคของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ (พ.ศ. 2523–2531) เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากวิกฤตการณ์น้ำมันโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก พล.อ. เปรม ได้รับช่วงต่อปัญหาต่อจากรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ และได้ดำเนินนโยบายสำคัญเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ดังนี้:

1. วิกฤตการณ์ที่เผชิญ

ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง: ผลจากการปฏิวัติอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าและเกิดภาวะเงินเฟ้อสูง

ภาระงบประมาณ: รัฐบาลต้องแบกรับภาระการอุดหนุนราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า จนต้องมีการปรับขึ้นราคาหลายครั้ง ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนในระยะแรก 

2. การแก้ปัญหาและนโยบาย "โชติช่วงชัชวาล"

พล.อ.เปรม ได้วางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานเพื่อให้ไทยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า:  การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม เริ่มต้นส่งก๊าซจากอ่าวไทยเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการในปี 2524

มีการก่อตั้ง บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ในปี 2528 เพื่อให้ไทยสามารถสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้เอง พร้อมกับปรับโฉมโรงกลั่นที่เคยขาดทุนให้กลับมาดำเนินการโดยคนไทย 100% ภายใต้การบริหารของคุณโสภณ สุภาพงษ์ จนพลิกกลับมามีกำไรได้ตั้งแต่ปีแรก 

ผลลัพธ์ในระยะยาว

โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด: การมีก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเขตเศรษฐกิจชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก

ความมั่นคงทางพลังงาน: เปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ที่ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด มาเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่เข้มแข็งจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี  วิธีคลี่คลายวิกฤตพลังงาน ในยุค พล.อ.เปรม อาจใช้ได้ผลในยุค พ.ศ.นั้นๆ เมื่อเทียบกับยุคปัจจุบันที่มี อนุทิน เป็นนายกฯ ที่มีโครงสร้างการบริหารพลังงานซับซ้อนมากขึ้น และด้วยความซับซ้อนนั่นเอง จึงเป็นงานท้าทายภาวะผู้นำคนปัจจุบันมากขึ้นเข้าไปอีก 

ยิ่งสภาพการบริหารผลประโยชน์พลังงาน กำลังตกอยู่ในข้อครหามีกลุ่มทุน นักการเมือง ได้ประโยชน์ด้วยแล้ว 

หากไม่สามารถปลดล็อกให้ข้อมูลที่กระจ่าง โปร่งใส  บังคับใช้กฎหมายด้วยความเข้มข้นต่อผู้หาประโยชน์   ยิ่งเป็นตัวฉุดความนิยมตัวผู้นำ “อนุทิน” ดำดิ่งอย่างรวดเร็ว 

“นี่ขนาดยังไม่ได้เริ่มบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ เหมือนอยู่ในสภาพกำลังตกเหวไปแล้วครึ่งตัว”