ปัญหานอกสนาม : วิกฤตอาการบาดเจ็บและศึกอำนาจเบื้องหลัง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความขัดแย้งกับ อันโตนิโอ ปินตัส โค้ชฟิตเนสคนสำคัญของสโมสรซึ่งถือเป็นลูกน้อง "สายตรง" ของประธาน ฟลอเรนติโน่ เปเรซ โดยตั้งแต่อลอนโซ่เริ่มงาน เขาก็นำทีมงานฟิตเนสของตนเองเข้ามา และลดบทบาทของปินตัส ท่ามกลางช่วงเวลาที่นักเตะบาดเจ็บพร้อมกันจำนวนมาก
บอร์ดบริหารมองว่าวิธีการฝึกซ้อมของทีมงานอลอนโซ่เป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาดังกล่าว และพยายามแทรกแซงเพื่อคืนอำนาจให้ปินตัส แต่อลอนโซ่ปฏิเสธ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “เส้นแดง” ที่ไม่สามารถประนีประนอมได้อีกต่อไป
เกมสุดท้ายที่เจดดาห์ และการสิ้นสุดอำนาจการคุมทีม
จุดจบอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในศึกสแปนิช ซูเปอร์คัพ นัดชิงชนะเลิศ ที่เจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ความพ่ายแพ้ต่อบาร์เซโลน่าไม่ใช่ปัจจัยเดียว แต่เมื่อกลุ่มนักเตะนำโดยเอ็มบัปเป้เมินคำสั่งของอลอนโซ่ที่ให้ยืนตั้งแถวเกียรติยศ (Guard of Honor) ให้บาร์เซโลน่า มันคือสัญญาณชัดเจนว่าอลอนโซ่สูญเสียอำนาจในห้องแต่งตัวไปอย่างสมบูรณ์แล้ว
จากนั้นภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เรอัล มาดริด จึงตัดสินใจแยกทาง และแต่งตั้ง อัลบาโร่ อาร์เบลัว ขึ้นมาคุมทีมแทน โดยเน้นความต่อเนื่องของ “ดีเอ็นเอสโมสร” มากกว่าการปฏิวัติทางยุทธวิธี
บทสรุป: บทเรียนราคาแพง (อีกครั้ง) ที่เบร์นาเบว
ความล้มเหลวของ ชาบี อลอนโซ่ กับเรอัล มาดริด ไม่ได้เกิดจากแท็กติกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของความไม่สอดคล้องระหว่างแนวคิดฟุตบอล โครงสร้างอำนาจภายในสโมสร และการบริหารความสัมพันธ์กับนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า การคุมทีมเรอัล มาดริด ไม่ใช่เพียงการวางหมากในสนาม หากแต่เป็นการบริหาร “การเมืองฟุตบอล” ที่ซับซ้อน ซึ่งอลอนโซ่อาจเป็นโค้ชที่เหมาะสมในแง่ปรัชญา แต่ยังไม่ใช่คำตอบในจังหวะเวลานี้ของสโมสร