svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Exclusive

7 เดือนแห่งความล้มเหลวของ "ชาบี อลอนโซ่" เมื่อยุทธวิธีที่สมบูรณ์แบบพ่ายแพ้ต่อการเมืองในห้องแต่งตัว

13 ม.ค. 2569

วิเคราะห์เบื้องหลังการแยกทาง ทำไมกุนซืออัจฉริยะอย่าง ชาบี อลอนโซ่ ถึงล้มเหลวไม่เป็นท่ากับ เรอัล มาดริด? เจาะลึกความขัดแย้งกับ 'วินิซิอุส-เอ็มบัปเป้' วิกฤตอาการบาดเจ็บ และการงัดข้อกับบอร์ดบริหารที่นำไปสู่จุดจบในเวลาเพียง 7 เดือน

การประกาศแยกทางระหว่าง เรอัล มาดริด กับ ชาบี อลอนโซ่ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2026 นับเป็นจุดสิ้นสุดของหนึ่งในโครงการฟุตบอลที่ได้รับความคาดหวังสูงที่สุดในยุคหลัง คาร์โล อันเชล็อตติ แม้ผลงานในเชิงตัวเลขจะไม่ได้เลวร้าย แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมทั้งในสนามและนอกสนาม กลับทำให้เส้นทางของกุนซือชาวสเปนในถิ่นซานติอาโก เบร์นาเบว เดินต่อไม่ได้

อลอนโซ่เข้ามารับตำแหน่งต่อจากอันเชล็อตติในช่วงซัมเมอร์ 2025 หลังสร้างผลงานประวัติศาสตร์กับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยการคว้าแชมป์แบบไร้พ่ายในเยอรมนี เขาถูกมองว่าเป็นโค้ชรุ่นใหม่ที่สามารถนำฟุตบอลเชิงระบบมาผสานกับศักยภาพระดับกาลาติกอสของเรอัล มาดริด ได้อย่างลงตัว

อย่างไรก็ตาม เพียง 7 เดือนต่อมา โครงการดังกล่าวกลับต้องยุติลงก่อนกำหนด

 

ผลงานในเชิงตัวเลข แข็งแกร่ง แต่ไม่เพียงพอ

หากพิจารณาจากสถิติ อลอนโซ่ไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่ล้มเหลว เขาพาทีมลงเล่น 34 นัด ชนะ 24 เสมอ 4 แพ้ 6 นัด มีอัตราชนะมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ รั้งอันดับ 2 ลา ลีกา ตามหลังจ่าฝูง 4 คะแนน และผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก

แต่ในบริบทของเรอัล มาดริด ผลงานเชิงปริมาณไม่ใช่ตัวชี้วัดสูงสุด ความพ่ายแพ้ในเกมสำคัญต่อคู่แข่งระดับเดียวกันอย่าง บาร์เซโลน่า, แอตเลติโก มาดริด รวมถึงผลงานที่ไม่สม่ำเสมอในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างสโมสรโลก คือจุดที่ทำให้แรงกดดันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความขัดแย้งทางยุทธวิธี : ระบบที่ไม่สอดคล้องกับทรัพยากรที่มี

หนึ่งในปัญหาหลักของอลอนโซ่ คือการพยายามถ่ายทอดระบบจากเลเวอร์คูเซ่นมาสู่ทีมที่มีโครงสร้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระบบ 3-2-5 ในจังหวะขึ้นเกมบุก และการยืนตำแหน่งแบบเคร่งครัด ต้องอาศัยวินัยเชิงแท็กติกสูง และการยอมรับร่วมกันของนักเตะทุกคน

อย่างไรก็ตาม นักเตะตัวรุกอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ เป็นผู้เล่นที่ถนัดการใช้พื้นที่อิสระและเกมสวนกลับ การถูกกำหนดบทบาทให้ต้องรักษาโครงสร้างหรือมีส่วนร่วมกับเพรสซิ่งเชิงระบบ ถูกมองว่าเป็นการจำกัดศักยภาพส่วนตัว และนำไปสู่ความไม่สอดคล้องในสนาม

ขณะเดียวกัน แดนกลางของทีมก็ประสบปัญหาหลังการอำลาของ โทนี่ โครส ซึ่งเป็นผู้ควบคุมจังหวะเกมหลัก อลอนโซ่ต้องการกองกลางประเภทนี้อย่างชัดเจน และเคยร้องขอ มาร์ติน ซูบิเมนดี้ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหาร ส่งผลให้ระบบการครองบอลและการขึ้นเกมขาดความสมดุล

 

ห้องแต่งตัว : จุดเปลี่ยนสำคัญของอำนาจการคุมทีม

ความตึงเครียดกับ วินิซิอุส จูเนียร์ กลายเป็นประเด็นที่ส่งผลโดยตรงต่อสถานะของอลอนโซ่ การดร็อปตัวจริง การเปลี่ยนตัวซ้ำ ๆ และเหตุการณ์แสดงความไม่พอใจในเกมเอล กลาซิโก้ ทำให้ความขัดแย้งถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

รายงานจากสื่อสเปนระบุว่า วินิซิอุสหยุดการเจรจาสัญญาฉบับใหม่ และแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่สามารถทำงานร่วมกับกุนซือรายนี้ได้อีกต่อไป เมื่อสถานการณ์ลุกลาม บอร์ดบริหารจึงต้องตัดสินใจว่าต้องเลือกฝ่ายใด ระหว่าง "โค้ชที่ใช้ระบบ" กับ "นักเตะที่เป็นทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลของสโมสร" ซึ่งคำตอบสุดท้ายมักจะเป็นอย่างหลังเสมอในถิ่นเบร์นาเบว

ปัญหานอกสนาม : วิกฤตอาการบาดเจ็บและศึกอำนาจเบื้องหลัง

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความขัดแย้งกับ อันโตนิโอ ปินตัส โค้ชฟิตเนสคนสำคัญของสโมสรซึ่งถือเป็นลูกน้อง "สายตรง" ของประธาน ฟลอเรนติโน่ เปเรซ  โดยตั้งแต่อลอนโซ่เริ่มงาน เขาก็นำทีมงานฟิตเนสของตนเองเข้ามา และลดบทบาทของปินตัส ท่ามกลางช่วงเวลาที่นักเตะบาดเจ็บพร้อมกันจำนวนมาก

บอร์ดบริหารมองว่าวิธีการฝึกซ้อมของทีมงานอลอนโซ่เป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาดังกล่าว และพยายามแทรกแซงเพื่อคืนอำนาจให้ปินตัส แต่อลอนโซ่ปฏิเสธ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “เส้นแดง” ที่ไม่สามารถประนีประนอมได้อีกต่อไป

 

เกมสุดท้ายที่เจดดาห์ และการสิ้นสุดอำนาจการคุมทีม

จุดจบอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในศึกสแปนิช ซูเปอร์คัพ นัดชิงชนะเลิศ ที่เจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ความพ่ายแพ้ต่อบาร์เซโลน่าไม่ใช่ปัจจัยเดียว แต่เมื่อกลุ่มนักเตะนำโดยเอ็มบัปเป้เมินคำสั่งของอลอนโซ่ที่ให้ยืนตั้งแถวเกียรติยศ (Guard of Honor) ให้บาร์เซโลน่า มันคือสัญญาณชัดเจนว่าอลอนโซ่สูญเสียอำนาจในห้องแต่งตัวไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

จากนั้นภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เรอัล มาดริด จึงตัดสินใจแยกทาง และแต่งตั้ง อัลบาโร่ อาร์เบลัว ขึ้นมาคุมทีมแทน โดยเน้นความต่อเนื่องของ “ดีเอ็นเอสโมสร” มากกว่าการปฏิวัติทางยุทธวิธี

 

บทสรุป: บทเรียนราคาแพง (อีกครั้ง) ที่เบร์นาเบว

ความล้มเหลวของ ชาบี อลอนโซ่ กับเรอัล มาดริด ไม่ได้เกิดจากแท็กติกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของความไม่สอดคล้องระหว่างแนวคิดฟุตบอล โครงสร้างอำนาจภายในสโมสร และการบริหารความสัมพันธ์กับนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า การคุมทีมเรอัล มาดริด ไม่ใช่เพียงการวางหมากในสนาม หากแต่เป็นการบริหาร “การเมืองฟุตบอล” ที่ซับซ้อน ซึ่งอลอนโซ่อาจเป็นโค้ชที่เหมาะสมในแง่ปรัชญา แต่ยังไม่ใช่คำตอบในจังหวะเวลานี้ของสโมสร