svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Exclusive

เจาะเส้นทางโค้ช "ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์" กับ DNA ปีศาจแดงที่ "เฟอร์กี้" การันตี

07 ม.ค. 2569

ก่อนเกมพบเบิร์นลีย์คืนนี้! ทำความรู้จัก "ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์" กุนซือขัดตาทัพคนใหม่ของแมนฯ ยูไนเต็ด ส่องเส้นทางที่ถูกบ่มเพาะโดย "เฟอร์กี้" พร้อมปรัชญาฟุตบอลเกมรุกที่เจ้าตัวยันชัด "ยูไนเต็ดต้องเป็นตัวเอกในทุกเกม"

ก่อนเกมพบเบิร์นลีย์คืนนี้! ทำความรู้จัก "ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์" กุนซือขัดตาทัพคนใหม่ของแมนฯ ยูไนเต็ด ส่องเส้นทางที่ถูกบ่มเพาะโดย "เฟอร์กี้" พร้อมปรัชญาฟุตบอลเกมรุกที่เจ้าตัวยันชัด "ยูไนเต็ดต้องเป็นตัวเอกในทุกเกม"

KEY

POINTS

  • ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ ได้รับการหล่อหลอมและรับรองจากเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่มองเห็นแววการเป็นผู้จัดการทีมมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะ
  • เส้นทางโค้ชของเขาถูกเตรียมการมาอย่างเป็นระบบ ผ่านการทำงานในตำแหน่งสำคัญต่างๆ ของสโมสร ตั้งแต่ทีมสำรอง, ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค จนถึงโค้ชทีม U18 ทำให้เข้าใจ DNA ของสโมสรอย่างลึกซึ้ง
  • ปรัชญาการทำทีมเน้นให้แมนฯ ยูไนเต็ดเป็นฝ่ายควบคุมเกม (Protagonist) โดยจะกลับมาใช้ระบบ 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 ที่เน้นการบุกเร็วในแนวลึก (Verticality) และการเพรสซิ่งสูง

ค่ำคืนนี้ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมลงสนามพบ เบิร์นลี่ย์ สายตาของแฟนบอลไม่ได้จับจ้องแค่รายชื่อ 11 ตัวจริงหรือแท็กติกในสนามเท่านั้น หากแต่ยังจับตาไปที่ชายข้างเส้นอย่าง ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ อดีตกองกลางผู้ซื่อสัตย์ต่อสโมสร ที่วันนี้ก้าวขึ้นมารับบทบาทกุนซือชั่วคราวในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของทีม

เส้นทางโค้ชของเฟล็ทเชอร์ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เป็นผลลัพธ์ของการเตรียมตัวอย่างเป็นระบบยาวนานกว่า 6 ปี หลังแขวนสตั๊ด และอาจเป็นคำตอบว่าทำไม ยูไนเต็ดจึงเลือก “คนของสโมสร” ในยามวิกฤต

"ความปรารถนาในการคุมทีมคือสิ่งที่ผมสนใจอย่างมาก... มันคือความรู้สึกที่ 'คันก็ต้องเกา' (the itch will need to be itched) เมื่อโอกาสมาถึง" เฟล็ทเชอร์ กล่าวไว้ในปี 2020 

ศิษย์ก้นกุฏิที่ "เฟอร์กูสัน" การันตี

รากฐานทางความคิดของเฟล็ทเชอร์ถูกหล่อหลอมโดยตรงจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือที่มองเห็นแววความเป็นผู้นำในตัวเขามาตั้งแต่ยังเป็นนักเตะ เฟอร์กูสันเคยกล่าวถึงศิษย์รักคนนี้อย่างมั่นใจว่า

"เขามีบารมี (Presence) และมีความเสียสละ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นผู้จัดการทีม... ผมมั่นใจเต็มร้อย (Absolute certainty) ว่าเขาจะก้าวเข้าสู่งานคุมทีมหลังแขวนสตั๊ด"

จุดเริ่มต้นที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาป่วยหนักจนต้องพักการเล่น ซึ่งเฟอร์กูสันได้มอบหมายให้เขาไปช่วยงานทีมสำรอง ในตอนนั้นเขาแสดงภาวะผู้นำผ่านการพูดกระตุ้นนักเตะรุ่นน้องว่า "ถ้าคุณเล่นให้แมนฯ ยูไนเต็ด มันมีความคาดหวังที่คุณต้องแสดงออกมา" ซึ่งสะท้อนความเข้มข้นในแนวคิดแบบ "ยูไนเต็ด" อย่างเต็มเปี่ยม

บทบาท "ตัวกลาง" และผู้อยู่เบื้องหลังโครงสร้างสโมสร

ในช่วงปี 2021-2024 เฟล็ทเชอร์รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค (Technical Director) เขาอธิบายหน้าที่ของตัวเองในช่วงเปลี่ยนผ่านที่รัดตัวของสโมสรว่า "หน้าที่ของผมคือการเป็นส่วนหนึ่งของระบบสนับสนุน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้จัดการทีมมีทุกอย่างที่ต้องการในการสร้างทีมเพื่อชัยชนะ"

ความสำคัญของเขาได้รับการยอมรับจาก เอริก เทน ฮาก ที่เคยชื่นชมว่า "ดาร์เรนมีความสำคัญมากในการรักษาความสัมพันธ์กับนักเตะ... เขารู้ว่ามาตรฐานของยูไนเต็ดคืออะไร"

ทดสอบฝีมือในสนามจริงกับชุด U18

ก้าวสำคัญที่ทำให้เขากลับมาอยู่ข้างสนามเต็มตัวคือการรับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนชุด U18 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 โดย เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคคนปัจจุบันระบุว่า "ดาร์เรนเป็นคนเดียวที่เข้าใจทั้งประวัติศาสตร์ของสโมสรและทิศทางของฟุตบอลสมัยใหม่ เขาคือสะพานเชื่อมที่สมบูรณ์แบบระหว่างอาคาเดมี่และทีมชุดใหญ่"

ผลงานที่ประจักษ์คือเขาสามารถพาทีมระดับเยาวชนทำแต้มเฉลี่ย (PPG) ได้สูงถึง 1.93 พร้อมสไตล์การเล่นที่ดุดัน

ปรัชญาฟุตบอล: "The Protagonist" ยูไนเต็ดต้องเป็นตัวเอก

ข้อมูลเชิงลึกระบุว่าเฟล็ทเชอร์มีแนวทางการทำทีมที่ชัดเจน

  • ชื่นชอบเกมบุก (Aggressor): เขาเชื่อว่ายูไนเต็ดควรเป็น "ตัวเอก" (Protagonist) ในสนาม "เราต้องเป็นผู้ควบคุมเกม ไม่ใช่ผู้ตาม"
  • ซ้อมโหดให้เหมือนแข่ง: เขาพยายามลดช่องว่างระหว่างการฝึกซ้อมและการแข่งจริงให้เล็กที่สุด โดยเน้นการซ้อมที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อให้พร้อมสำหรับความโหดร้ายของพรีเมียร์ลีก

เจาะลึกแท็กติก "เฟล็ทเชอร์" ระบบไหนที่จะถูกนำมากู้วิกฤต?

สิ่งที่แฟนบอลอยากรู้ที่สุดคือ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของเฟล็ทเชอร์จะเล่นแบบไหน? ข้อมูลจากรายงานระบุว่าเขาจะไม่ยึดติดกับระบบ 3-4-3 ของอโมริมที่ทำให้นักเตะหลายคนอึดอัด แต่จะกลับมาใช้ระบบที่ยืดหยุ่นและเข้ากับศักยภาพนักเตะมากกว่า

  • การกลับมาของระบบ 4-2-3-1 หรือ 4-3-3: เฟล็ทเชอร์ชื่นชอบการใช้แผงหลัง 4 ตัว ซึ่งเป็นระบบที่นักเตะแมนฯ ยูไนเต็ดชุดนี้คุ้นเคยที่สุด โดยเขาให้เหตุผลในการซ้อมว่า "ความสมดุลระหว่างเกมรุกและเกมรับจะเกิดขึ้นได้ เมื่อนักเตะอยู่ในตำแหน่งที่พวกเขารู้สึกเป็นธรรมชาติที่สุด"
  • Verticality (การบุกในแนวลึก): แท็กติกหลักของเขาคือการผ่านบอลไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว (Direct football) เขาไม่ชอบการครองบอลเพื่อรอจังหวะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเห็นการเจาะแนวรับคู่แข่งในแนวดิ่งทันทีที่มีโอกาส ดังคำพูดของเขาที่ว่า "ฟุตบอลของยูไนเต็ดคือเรื่องของความเร็วและการโจมตีที่ทรงพลัง เราไม่ได้ต้องการแค่การครองบอล แต่เราต้องการทำประตู"
  • High Pressing & Compactness: เฟล็ทเชอร์เน้นย้ำเรื่องการบีบพื้นที่สูง (High Press) แต่ต้องทำอย่างเป็นระบบ (Compact) เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างแดนกลางและแดนหลัง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในช่วงที่ผ่านมา โดยเขาเคยกำชับนักเตะ U18 ในเซสชั่นการซ้อมว่า "ถ้าเราจะไล่ (Press) เราต้องไปกันทั้งทีม ถ้ามีคนหนึ่งหยุด ระบบทั้งหมดจะพังทลาย"
  • อิสระในเกมรุก (Attacking Freedom): ต่างจากระบบของอโมริมที่เข้มงวดเรื่องตำแหน่ง เฟล็ทเชอร์มักมอบอิสระให้ผู้เล่นตัวรุกในการเคลื่อนที่หาช่องว่าง

บทสรุป: ความหวังท่ามกลางความเสี่ยง

แม้จะเป็นกุนซือรักษาการ แต่บารมีของเฟล็ทเชอร์ในห้องแต่งตัวคือสิ่งที่ทีมต้องการที่สุดในเวลานี้ ดังที่ เวย์น รูนีย์ เคยนิยามว่า "ดาร์เรนคือคนที่ทุกคนในห้องแต่งตัวรับฟัง เขาไม่ต้องตะโกน แต่ทุกคนรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร"

และคืนนี้กับเบิร์นลีย์ คือบททดสอบว่า "DNA ปีศาจแดง" ที่เขาแบกไว้จะพาทีมกลับมาสู่เส้นทางได้หรือไม่