เนชั่นทีวี

ข่าว

“อภิสิทธิ์” บีบ กกต.ส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฯ ชี้หลักฐานสาหัสมาก

11 ก.ย. 2569 | katchatapong_lee

“อภิสิทธิ์” บีบ กกต.ส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฯ ชี้หลักฐานสาหัสมาก

“อภิสิทธิ์” บีบ กกต.ส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฯ - จี้ยึดบรรทัดฐาน-หลักฐานสาหัสกว่าคดีเก่า ๆ มาก – เตือน กกต.อย่าเป็นผลไม้พิษจากพรรคการเมืองต้นไม้พิษ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคฯ กล่าวถึงการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ ที่จะมีการลงมติคดีฮั้ว สว.จะส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือไม่ว่า กกต.ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่า ใครทำผิด หรือไม่ได้ทำผิด แต่มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ที่ในมาตรา 62 ของกฎหมายฯ ระบุว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัคร หรือผู้ใด กระทำการทุจริต หรือรู้เห็น ทำให้การเลือกไม่ได้เป็นไปสุจริต ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้ง ซึ่งครอบคลุมทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และตามกฎหมาย ไม่ได้ให้ใช้ดุลยพินิจ แต่ กกต.ต้องยื่นเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อ รวมทั้งมาตรา 62 ยังเป็นมาตราประกอบความผิดอื่น ๆ เช่น มาตรา 76 ที่หากคนในพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือผู้สมัคร ยินยอมให้พรรคการเมืองช่วยเหลือ ก็มีความผิด หรือมาตรา 77 ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียง จัดเลี้ยง ก็ถือว่า ผิดกฎหมาย

 

นายอภิสิทธิ์ ยังกังวลว่า ในวันที่ 14 กันยายนนี้ มีความพยายามเบี่ยงประเด็นการพิจารณา ไม่ครบคลุมทั้งมาตรา 62, 76 และ 77 จึงทำให้เกิดปัญหาว่า หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่านั้น มีน้ำหนักประมาณไหน ซึ่งตามมาตรฐานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และบรรทัดศาลฎีกา ได้กำหนดหลักปฏิบัติมาแล้วว่า หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่านั้น เคยปฏิบัติมาเช่นใด

นายอภิสิทธิ์ ยังเห็นว่า การเลือกวุฒิสภา ผ่านมา 2 ปีแล้ว ได้สะท้อนบรรทัดฐานของ กกต.ตั้งแต่ก่อนมีการเลือก สว.อย่างที่เลขาธิการ กกต. ที่ได้ชี้แจงสิ่งใดที่ทำได้ หรือทำไม่ได้ รวมถึงการโทรศัพท์เพื่อไปขอคะแนนเสียงกัน เพราะศาลฎีกา เคยมีคำพิพากษาแล้ว เพราะการเลือก สว.ปี 2562 ตามบทเฉพาะกาล มี 2 คดีที่ศาลฎีกา มีคำพิพากษา ยืนยันว่า การแลกคะแนนเสียงมีความผิด แต่หลังจากการเลือกปี 2567 มีหลายคดีที่ กกต.ระบุว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ และส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา เช่น กรณีศาลฎีกา มีคำพิพากษาว่า การแลกเปลี่ยนคะแนนให้แก่กัน ถือว่า ทำให้การเลือก สว.ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นความเห็นจากทั้ง กกต. และศาล ซึ่งความผิดคดีนี้ เป็นเพียงการพูดคุยกันผ่านแอพลิเคชันไลน์เท่านั้น ก็ถือว่า มีความผิดแล้ว เพราะศาลฯ เห็นว่า การสมยอมจับคู่แกเปลี่ยนคะแนนกัน เป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ที่จะต้องเลือกจากประวัติ ความรู้ และความเชี่ยวชาญ รวมถึงยังมีกรณีที่ศาลฎีกา พิพากษาจากการกระทำผิด ที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการตกลงเลือกไขว้กัน และมีการเสนอตำแหน่งให้กัน ซึ่งศาลฎีกา พิพากษาว่า มีความผิด และยังมีคดีการจับคู่ จับกลุ่มแลกเปลี่ยนคะแนน และมีการจัดเลี้ยง หรือมีการเสนอเงิน ซึ่งศาลก็พิพากษาว่า เป็นการกระทำผิดกฎหมาย เพราะเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายชื่อ ซึ่งเกือบทุกคดี ศาลให้ความสำคัญว่า การไปเที่ยวขอคะแนน ก็ถือว่า ผิดเจตนารมณ์การเลือก สว.แล้ว และเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้ สะท้อนข้อเท็จจริงการพิจารณาของ กกต.ในวันที่ 14 กันยายนนี้ว่า ก็มีความหนักหนา สาหัสกว่าเกือบทุกคดีที่ กกต.เคยส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา และจะมีเหตุผลใด ที่ กกต.จะไม่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่เคยปฏิบัติ

นายอภิสิทธิ์ ยังเห็นว่า หาก กกต.ไม่ยึดถือบรรทัดฐานที่ตนเคยใช้ และศาลฎีกาก็เคยตัดสินในบรรทัดฐาน ที่ กกต.เสนอไป ก็ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมถึง ยังมีกรรมการ กกต. 4 คน ที่มาจากการคัดเลือกของวุฒิสภาชุดนี้ ซึ่งตามปกติผู้มีส่วนได้เสีย จะไม่มีสิทธิ์วินิจฉัย แต่กฎหมาย กกต.เป็นกฎหมายเฉพาะ ตนจึงแนะนำว่า การประชุมของ กกต.นั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยถูกผิด แต่เมื่อหลักนิติธรรม ระบุไม่อยู่ในฐานะวินิจฉัย ดังนั้น จึงควรส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัยแทน เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนได้เสียกับผู้ที่ถูกกล่าวหา ดังนั้น หากมีการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน ของ กกต.พรรคประชาธิปัตย์ จะต้องมีการดำเนินการต่อไป โดยจะร่วมต่อสู้และสนับสนุนให้ผู้ที่เสียหายจากการวินิจฉัยของ กกต.ไปดำเนินคดีที่ศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเคยมีบรรทัดฐานศาลฎีกา ในการฟ้องร้ององค์กรอิสระไว้แล้ว

 

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ระบุคดีฮั้ว สว.เป็นผลไม้พิษ จากต้นไม้พิษ ที่มาจากการสอบสวนที่มิชอบว่า เหตุใด นายศุภชัย ไม่ไปพิจารณาจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยมีผู้ไปร้อง กรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ได้วินิจฉัยแล้วว่า การดำเนินการของอนุกรรมการฯ กกต.ชุดที่ 26 และการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ได้มีส่วนใดผิด และควรยึดถือคำวินิจฉัยศาลฯ ในเรื่องนี้ และตรงกันข้าม หาก กกต.ใช้ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัย กกต.จะกลายเป็นผลไม้พิษจาก กกต.ซึ่งเป็นดอกพิษ ที่มาจากวุฒิสภา ที่เป็นกิ่งก้านที่เป็นพิษ ที่มาจากพรรคการเมือง ที่พยายามครอบงำวุฒิสภาที่เป็นต้นไม้พิษ และตนยังกังวลว่า ผลไม้พิษลูกนี้ จะมีลักษณะเป็นโรคติดต่อ เพราะจะเป็นตัวทำลายระบบการเมือง เปรียบเสมือนการล้มล้างเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ต้องการให้ระบบการเมือง มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ให้นักการเมืองครอบงำกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

 

ส่วนหากวันที่ 14 กันยายนนี้ กกต.ส่งฟ้องไม่ครบทั้ง 229 คาดจะมีการไปเคลื่อนไหวเอาผิดกับ กกต.ต่อหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า จะต้องรอฟังเหตุผล และต้องให้ความเป็นธรรมแต่ละคนใน 229 คนด้วย เพราะความหนักเบา หรือหลักฐานต่างกัน รวมถึงกลุ่มคนในพรรคการเมืองด้วย จึงต้องรอดูเหตุผล

 

ส่วนหาก สส. หรือ รัฐมนตรี รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา ที่ถูกส่งฟ้อง ควรจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ มองว่า ควรจะต้องถูกยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนจะทำให้เกิดล็อกทางการเมืองในอนาคต หรือการบริหารงานในอนาคตหรือไม่ ก็ไม่ควรที่จะนำมาใช้ในการวินิจฉัย ที่จะต้องเป็นไปตามหลักกฎหมาย และเป็นอย่างอื่นไม่ได้

 

ส่วนจะเกิดการชุมนุมใหญ่ของมวลชนในวันที่ 18 กันยายนนี้ หาก กกต.ไม่มีการส่งฟ้องใด ๆ เลยหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ซึ่งตนเองสังเกตเห็นว่า ช่วงนี้มีการเคลื่อนไหวเยอะมาก เพราะจากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ก็มีสัญญาณที่พยายามให้เรื่องนี้จบไป

 

ส่วนกิจกรรมที่ iLaw จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน หากมีผู้ออกมาร่วมกิจกรรมมาก จะเป็นเสียงสะท้อนของคนในสังคม ที่ต้องการความยุติธรรมมากขึ้นหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า ปัญหาการฮั้ว สว.ได้รับความสนใจจากสังคม แต่การตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมตนยังไม่ทราบ แต่ตนมั่นใจว่า สังคมอยากเห็นความถูกต้อง ไม่ต้องการให้ระบบการเมือง ถูกกลืนกินไปบนความไม่ถูกต้อง เพราะจะเป็นอันตรายกับประเทศในอนาคตอย่างแน่นอน แต่ตนเอง ก็ไม่อยากให้เกิดสภาพที่สังคมแตกแยกขัดแย้งรุนแรง ดังนั้น จึงอยากให้ กกต.ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง

ข่าวล่าสุด