“สิ่งเหล่านี้มันวัดไม่ได้ และมันยังชักจูงคนที่เข้ามาดูด้วยว่า 20 กับ 20,000 ของ 20 ยังสวยกว่าอีก ซึ่งมันไม่ได้นำพาวงการ Graphic Designer ไปสู่อะไรเลย ไม่เข้าใจจุดประสงค์นี้จริงๆ ว่ามันคืออะไร”
ล่าสุด “ปั๋น ดริสา” โพสต์ผ่านเพจ “Riety” ว่า ก่อนอื่นปั๋นต้องขอโทษกับคลิปล่าสุดที่ได้ลงไป ยอมรับก่อนเลยว่าทางเราผิดที่ทำคลิปและคอนเทนต์นี้ขึ้นมา ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกแย่ โดยเฉพาะคนที่เราว่าจ้าง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความตั้งใจแรกที่ปั๋นทำคลิปขึ้นมาค่ะ
“ความตั้งใจจริงของปั๋นคือ อยากให้สังคมวงกว้างเข้าใจว่างานออกแบบมีราคา มีค่าวิชาชีพ และไม่ควรหวังให้ดีไซเนอร์ทำงานเกินราคา แต่ปั๋นไม่สามารถสื่อสารเรื่องนี้ออกมาได้ดี กลับกลายเป็นสร้างผลลัพธ์ในทางลบแทน จุดสำคัญคือปั๋นลืมนึกถึงจิตใจคนที่นำงานมาพูดถึงในคลิปนี้ ตรงนี้ปั๋นขอยอมรับผิดและขอโทษจากใจจริงค่ะ”
และในเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสม น้ำเสียง ท่าทาง ที่ปั๋นสวมหมวกผู้ว่าจ้างที่วิจารณ์สินค้า ซึ่งไม่เหมาะสม ปั๋นไม่มีเจตนายกตน หรือข่มดีไซเนอร์ท่านอื่น ตรงนี้จะเก็บไปปรับปรุงตัวเองหนักๆ แน่นๆ เลยค่ะ ในขั้นตอนการทำงานเบื้องหลัง ทางทีมได้ส่งบรีฟชุดเดียวกัน และได้ร่างสัญญาจ้างขอซื้อผลงานต่อนักออกแบบ 5 คน โดยไม่มีระบุเรื่องแก้ไขงานหรือดราฟ เพียงแค่ส่งงานสมบูรณ์ 1 ชิ้น จบวันที่ 13 พ.ย.และบริษัทจะนำไปใช้ต่อได้โดยไม่ติดเงื่อนไขใด
เบื้องต้นในคลิป ทางเราปิดชื่อดีไซเนอร์ทุกคน เพื่อปกปิดตัวตนจากการทำคอนเทนต์นี้ และป้องกันคนจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อรองราคางานในอนาคต แต่ความผิดพลาดหลักเกิดจากการติดต่อสื่อสารงาน ผู้ติดต่อประสานงานแจ้งผู้ออกแบบว่า จะนำภาพไปใช้ตามเงื่อนไขในสัญญาซึ่งค่อนข้างกว้าง อีกทั้งไม่ได้พูดคุยจบงานกับผู้ออกแบบก่อนนำไปลงคอนเทนต์อย่างเป็นทางการ เนื่องจากยึดวันที่ในสัญญาเป็นหลัก จึงเกิดความเข้าใจผิดกัน
อย่างไรก็ตาม นี่คือข้อผิดพลาดของการสื่อสารในทีมปั๋นเอง และจะระวังไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดอย่างนี้อีก ท้ายที่สุดปั๋นอยากจะขอโทษและขอบคุณที่ทุกคนพูดกับปั๋นตรงๆ จริงๆ ความผิดในจุดนี้ ปั๋นขอยอมรับผิด จะคิดถี่ถ้วนมากขึ้นในการทำคอนเทนต์ และไม่ทำคอนเทนต์ที่มีการดึงบุคคลอื่นเข้ามาร่วมในลักษณะนี้อีก
“ที่มีกระแสการคอมเมนต์ติ วิจารณ์ปั๋นมา ก็ถูกต้องและปั๋นควรได้รับแล้ว เพราะปั๋นคอมเมนต์งานคนอื่น คนดูก็คอมเมนต์งานปั๋นเช่นกัน เป็น process ธรรมชาติของผู้ผลิตงานและผู้รับชม ที่ถึงอ่านแล้วจะเสียใจมาก แต่จะปรับปรุงตัวอย่างจริงจัง จึงขอน้อมรับเหตุการณ์นี้ไปเป็นบทเรียนในการทำงานร่วมกับผู้อื่นครั้งต่อไปในอนาคตค่ะ"