มิกิ ยอมรับว่า รู้สึกตกใจและกลัว แต่ก็ตั้งสติ เพราะมีลูกน้องกว่า 400 คน ที่ต้องดูแล ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้ง 3 บริษัท รวมกันเดือนหนึ่งประมาณ 5 ล้านกว่าบาท ทำให้รู้สึกท้อ และคิดว่าจะไปต่อไหวไหม เพราะต้องแบกภาระมากมาย แต่ก็ท้อนานไม่ได้ เพราะคิดว่าการเป็นผู้นำ จะไม่ให้ลูกน้องเห็นน้ำตา ต้องเข้มแข็งเพื่อจะได้นำพาทุกคนให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้
แม้จะยอมรับว่ากลัวไวรัสโควิด แต่ มิกิ บอกว่ากลัวลูกน้องไม่มีอยู่ไม่มีมีกินมากกว่า จึงตัดสินใจจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้ลูกน้องต้องอยู่ให้ได้ทั้งหมด มิกิ จึงลุกขึ้นมาเรียกประชุมลูกน้องทุกคน และปรับเปลี่ยนการทำงาน โดยแบ่งโปรเจกต์ตามที่พนักงานแต่ละสายงานถนัด
"พนักงานเข้าใจ เขาก็ให้ความร่วมมือ วันนี้เราก็ได้ทำโปรเจ็คต์หลายๆ อย่าง เช่น ทำข้าวแกงขาย แบ่งที่ดินทำสวน ปลูกผัก ให้พนักงานปลูกไว้กินในช่วงนี้ เพื่อให้ครอบครัวเขาอยู่รอดได้ ทำให้เราเห็นผล เห็นพลังของพนักงานที่ช่วยเหลือทำให้มันสำเร็จขึ้น แม้เป็นรายได้เล็กๆ แต่ก็เป็นรายได้ที่มีค่ามาก ณ เวลานี้ อะไรที่ทำแล้วมีโอกาสรอดถือว่าสำคัญ ดีใจที่มีพนักงานอยู่เคียงข้างร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา" มิกิ ยังได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ต่อสู้ไปด้วยกัน เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้บริษัทของทุกคนเดินไปต่อได้