กองทุน LTF รีเทิร์น ! ปลุกตลาดหุ้นไทยได้หรือไม่
22 พ.ค. 2567
กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ หลังจาก “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คนใหม่มีแนวคิดปัดฝุ่น LTF เพื่อปลุกตลาดหุ้นไทยจะได้หรือไม่นั้น ตามไปดูกันเลย
Business thai
22 พ.ค. 2567
กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ หลังจาก “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คนใหม่มีแนวคิดปัดฝุ่น LTF เพื่อปลุกตลาดหุ้นไทยจะได้หรือไม่นั้น ตามไปดูกันเลย
เป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามอง หลังจาก "นายพิชัย ชุณหวชิร" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ เข้ามานั่งบริหารงานก็ผุดไอเดียดึงกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กลับมากระตุ้นตลาดหุ้นไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
แม้ว่าการนำ LTF กลับมาต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนทั้งการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีและการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่อาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวดี สำหรับผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษี และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจจะสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 (ปี 66) จนถึงช่วงเริ่มต้นของปี 2024 (ปี 67) กลับมามีความหวังอีกครั้ง
โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2020 (ปี 63) กองทุนที่นักลงทุนสามารถใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้เปลี่ยนจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ Long Term Equity Fund (LTF) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นไทย มาเป็นกองทุนรวมเพื่อการออม หรือ Super Saving Funds (SSF) ที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ได้ ทำให้หลายคนให้เหตุผลในการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาว่าเป็นเพราะไม่มีเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันที่นักลงทุนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในกองทุน LTF เข้ามาซื้อหุ้นไทยเหมือนที่ผ่านมา โดยในอดีตกองทุน LTF จะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าหุ้นไทยประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี
จากสถิติในอดีตพบว่าผลตอบแทนของ SET Index ในช่วงที่ยังมีกองทุน LTF นั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 193.8% ในช่วงระหว่างเดือน สิงหาคมปี 2004 (ปี 47 ) ถึง 31 ธันวาคมปี 2019 (ปี62) โดยการลงทุนใน LTF มีเงื่อนไขการถือครอง 5 ปีปฏิทิน ในช่วงระหว่างปี 2004 -2015 SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 139.5% และในช่วงระหว่างปี 2016-2019 ที่ LTF มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 7 ปีปฏิทิน SET Index ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ราว 22.7%
สำหรับกองทุนที่มาทดแทน LTF คือกองทุน SSF นั้นมี 2 ประเภทคือกองทุน SSF ธรรมดาที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ได้ซึ่งลงทุนได้ตั้งแต่ปี 2020 – 2024 (ปี 63-67) และกองทุน SSFX ที่เป็นกองทุนพิเศษที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยพยุงหุ้นไทยในช่วงที่ปรับตัวลดลงมาแรงจากการแพร่ระบาดของ COVID-19
โดยสามารถลงทุนได้แค่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 คือระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2020 (ปี63) และทุกกองทุนต้องมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นไทยเท่านั้น ซึ่งผลตอบแทนของ SET Index ในช่วงที่มีกองทุน SSF และ SSFX จนถึงปัจจุบัน (10 พฤษภาคม 2024) SET Index ก็สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ราว 20% แต่ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะดัชนี SET Index ในช่วงเริ่มต้นเดือนเมษายนนั้นอยู่ที่ระดับราว 1,105 จุดเท่านั้น เนื่องจากตลาดยังคงได้รับผลกระทบจากช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของ COVID-19
ด้านเม็ดเงินลงทุนที่มาจากกองทุน SSF นั้นพบว่ากองทุน SSFX มีเม็ดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 8,885 ล้านบาท โดยเงื่อนไขการลงทุนคือสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท โดยไม่ต้องนำไปรวมกับกองทุน RMF กองทุน SSF แบบธรรมดาและกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ส่วนกองทุน SSF แบบธรรมดาที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ได้
โดยไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นไทยนั้น มีขนาดทรัพย์สินสุทธิรวมทั้งหมด ณ สิ้นเดือนเมษายน ปี 2024 ราว 59,000 ล้านบาท แต่หากนับกองทุน SSF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยเท่านั้นมีทรัพย์สินสุทธิรวมที่ราว 17,700 ล้านบาท
สำหรับกองทุนที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีล่าสุดคือกองทุน Thailand ESG Fund ซึ่งเปิดให้ลงทุนได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2023 เป็นต้นมาและมีเงื่อนไขให้ทุกกองทุนลงทุนในสินทรัพย์ในประเทศไทยเท่านั้น และยังต้องเป็นการลงทุนในบริษัทในกลุ่ม ESG มีทรัพย์สินสุทธิรวม 6,800 ล้านบาท และหากนับสินทรัพย์เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นแต่เพียงอย่างเดียวมีทรัพย์สินสุทธิรวมอยู่ที่ราว 5,000 ล้านบาท
หากดูจากเม็ดเงินที่อยู่ในกองทุนลดหย่อนภาษีแต่ละประเภทก็พอที่จะเห็นได้ว่ายังไม่มีกองทุนไหนที่ได้รับความนิยมเท่ากับกองทุน LTF ในอดีตโดย ณ สิ้นเดือนเมษายน 2024 ทรัพย์สินสุทธิรวมของกองทุน LTF ยังมีเหลืออยู่สูงถึงราว 247,000 ล้านบาท
ซึ่งหากกองทุน LTF สามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้จริง ๆ โดยที่เงื่อนไขการลงทุนทั้งจำนวนเงินและระยะเวลาที่ถือครองไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก (สูงสุด 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีแต่ไม่เกิน 500,000 บาท ถือครอง 7 ปีปฏิทิน) ก็น่าจะมีนักลงทุนที่รอลงทุนใน LTF ทั้งนักลงทุนใหม่ที่ต้องการลดหย่อนภาษีหรือนักลงทุนที่ถือครอง LTF เดิมที่ต้องการซื้อ เพื่อถัวเฉลี่ยกองทุนเดิม และจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนที่เพิ่มโอกาสให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักเหมือนในอดีตได้อีกครั้ง ....
บทความ : โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้
