นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ Nation STORY ว่า เงินบาทสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 35.50 - 36.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทมีความเสี่ยงที่จะผันผวนอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 36.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 36.20 บาทต่อดอลลาร์)
หลังจากผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงหลังที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด และสะท้อนว่า อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลงช้า
อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้นผลการประชุมเฟดวันพฤหัสฯ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด หลังรับรู้คาดการณ์เศรษฐกิจและคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ใหม่ ทำให้แรงกดดันฝั่งอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุมเฟด อาจมาจากความผันผวนของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ในช่วงตลาดรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้
โดยเฉพาะในกรณีที่ BOJ ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะกดดันให้ เงินเยนญี่ปุ่นผันผวนอ่อนค่าต่อเนื่อง กดดันเงินบาทผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินเยนญี่ปุ่นได้
นอกจากนี้ยังคงต้องระวังความผันผวนจากราคาทองคำ โดยหากราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อก็อาจยิ่งกดดันให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงได้เช่นกัน และอีกปัจจัยที่ควรจับตา คือ ทิศทางเงินหยวนจีน ซึ่งอาจผันผวนไปตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน
อนึ่ง หากเงินบาทเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง เช่นในกรณีที่ Dot Plot ใหม่ของเฟดไม่ได้แตกต่างจากเดิม ทำให้เงินดอลลาร์ทรงตัวหรือย่อลงบ้าง เราประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็จะเป็นไปอย่างจำกัด โดยมีโซน 35.75 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวรับแรก และมีโซน 35 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวรับสำคัญถัดไป
ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติประเมินว่า การขายสินทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้แรงขายของนักลงทุนต่างชาติอาจไม่รุนแรงมากนัก ซึ่งต้องจับตาภาวะตลาดการเงิน ว่าจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นหรือไม่ เพราะหากตลาดหุ้นไทยเสี่ยงปรับฐานต่อ พร้อมกับการอ่อนค่าของเงินบาททะลุแนวต้าน 36 บาทต่อดอลลาร์ นักลงทุนต่างชาติก็อาจขายหุ้นไทยเพิ่มเติม
ปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาท
เงินบาทยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปตามทิศทางเงินดอลลาร์ ซึ่งอาจผันผวนไปตามบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลัก นอกจากนี้ ควรจับตาทิศทางราคาทองคำ เงินหยวนจีน และเงินเยนญี่ปุ่น
สำหรับปัจจัยในประเทศ ควรรอจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจกดดันให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าได้ หากนักลงทุนต่างยังเดินหน้าขายสินทรัพย์ไทย
ไฮไลท์ข้อมูลเศรษฐกิจ
สหรัฐฯ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุม FOMC วันพฤหัสฯ ที่แม้ว่า เฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะจับตา คาดการณ์เศรษฐกิจใหม่และคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ใหม่ ว่าจะเปลี่ยน แปลงไปจากคาดการณ์ในการประชุมเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหรือไม่
ยุโรป ควรรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) พร้อมจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI อังกฤษ รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของอังกฤษและยูโรโซน
ส่วนเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) พร้อมจับตาแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน ส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจจะอยู่ในฝั่งญี่ปุ่น ทั้งดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อ CPI