ทางด้านตลาดค่าเงินนั้น เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน โดยในช่วงแรกเงินดอลลาร์ยังคงแกว่งตัว sideways ท่าม กลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ได้ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ล่าสุดได้อ่อนค่าทะลุระดับ 148 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ก่อนที่ผู้เล่นในตลาดจะรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในช่วงเช้าวันอังคารนี้ ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ได้ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 103.4 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 103.1-103.4 จุด)
ส่วนราคาทองคำโดยรวม (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ.) ยังคงแกว่งตัวในโซน 2,020 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยลดความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยเร็วและลึกของเฟด ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจรอจังหวะทยอยเข้าซื้อทองคำในช่วงย่อตัว ทำให้โฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำดังกล่าวก็มีส่วนกดดันให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าได้บ้าง
สำหรับวันนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยคาดว่า BOJ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ -0.10% พร้อมคงมาตรการ Yield Curve Control ไว้ตามเดิม
อย่างไรก็ดี เราจะจับตาว่า มุมมองของ BOJ ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง หรือ BOJ มีการส่งสัญญาณต่อโอกาสในการปรับใช้นโย บายการเงินให้เข้มงวดมากขึ้นหรือไม่ เพราะหาก BOJ ยังไม่มีการส่งสัญญาณดังกล่าว หรือ แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ BOJ ก็อาจกดดันให้ ค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ผันผวนอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากระดับ 148 เยนต่อดอลลาร์ ทดสอบโซน 149-149.50 เยนต่อดอล ลาร์ ได้ไม่ยาก
นอกเหนือจากผลการประชุม BOJ ผู้เล่นในตลาดจะติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจากบรรดาบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ Netflix ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินในช่วงนี้ได้พอสมควร
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท อาจเสี่ยงที่จะผันผวนอ่อนค่าลงได้บ้าง หากเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงต่อเนื่องสู่ระดับ 149-149.50 เยนต่อดอลลาร์ ตามที่ประเมินไว้ ในกรณีที่ BOJ ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมทยอยใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งภาพดังกล่าวจะยิ่งหนุนให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น
ขณะเดียวกันอาจเห็นโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินเยนญี่ปุ่น (JPY THB) จากผู้เล่นในตลาดเพิ่มเติมได้ หลังล่าสุด เงินเยนญี่ปุ่นเทียบเงินบาท (JPYTHB) เริ่มมีแนวโน้มย่อตัวลงเข้าใกล้แนวรับ 23.80 บาทต่อ 100 เยน
นอกจากนี้ เงินบาทก็ยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากแรงขายสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ หลังล่าสุด ผลประกอบการของบรรดาสถาบันการเงินส่วนใหญ่ต่างออกมาน่าผิดหวัง ทำให้เรากังวลว่า นักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้าซื้อหุ้นไทยจนกว่าจะเห็นแนวโน้มผลประกอบการโดยรวมที่ดีขึ้นชัดเจน
ทั้งนี้แม้ว่าเงินบาทอาจผันผวนอ่อนค่าลงได้ แต่ประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจจำกัดในโซนแนวต้าน 35.70-35.80 บาทต่อดอลลาร์ สอดคล้องกับมุมมองเราในต้นสัปดาห์ที่ประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลงบ้าง
อย่างไรก็ตาม เงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ หากตลาดต่างเลิกเชื่อว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยได้เร็วและลึก และเริ่มกลับไปเชื่อว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ตาม Dot Plot ล่าสุด หรือ ไม่ต่างจาก Dot Plot มากนัก
ส่วนโซนแนวรับเงินบาทในช่วงที่ยังขาดปัจจัยสนับสนุนฝั่งแข็งค่าขึ้น จะยังคงเป็นโซน 35.40-35.50 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม หรือ นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทยต่อเนื่องได้ฅ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ความผันผวนของเงินบาทที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา (มองจากกรอบเงินบาทรายสัปดาห์) อย่างเห็นได้ชัด ทำให้เรายังคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้งมองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.45-35.75 บาทต่อดอลลาร์