ธปท. เคลียร์ปมร้อน ! ลดดอกเบี้ยไม่ได้ เพราะเหตุใด
15 ม.ค. 2567 | sukanya_san

แบงก์ชาติยันไม่มีประชุมกนง.นัดพิเศษพิจารณาลดดอกเบี้ย เผยสาเหตุที่ยังลดดอกเบี้ยไม่ได้ เกิดจากอะไร พร้อมหารือแบงก์พาณิชย์ดูแลส่วนต่างดอกเบี้ยให้เป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
Business thai
15 ม.ค. 2567 | sukanya_san

แบงก์ชาติยันไม่มีประชุมกนง.นัดพิเศษพิจารณาลดดอกเบี้ย เผยสาเหตุที่ยังลดดอกเบี้ยไม่ได้ เกิดจากอะไร พร้อมหารือแบงก์พาณิชย์ดูแลส่วนต่างดอกเบี้ยให้เป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกระแสข่าวที่มีการเรียกร้องให้ธปท.ปรับลดดอกเบี้ย หลังจากเงินเฟ้อติดลบว่า การลดดอกเบี้ยมีต้นทุนและความเสี่ยง ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ธนาคารกลางทุกประเทศต้องดูหลายปัจจัยรอบด้าน ไม่ได้ดูแค่ระยะสั้น เพื่อดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืน และจะไม่มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) นัดพิเศษ ก่อนที่จะมีการประชุมนัดแรกของปีนี้ในวันที่ 7 ก.พ. 67
สำหรับเงินเฟ้อที่ติดลบมาเป็นระยะเวลา 3 เดือนติดต่อกัน เป็นผลมาจากมาตรการดูแลค่าครองชีพของรัฐบาลด้วยการคุมราคาพลังงาน ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น แต่ราคาสินค้าไม่ได้ปรับลดลงในวงกว้าง ดังนั้น เงินเฟ้อที่ติดลบไม่ได้สะท้อนกำลังซื้อที่แผ่วลง ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ยังอยู่ในกรอบ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเงินเฟ้อติดลบแล้วธปท. ไม่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
" เงินเฟ้อจะติดลบไปถึงอย่างน้อยเดือนก.พ. หลังจากนั้นจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ในกรอบ 1-2% ตามกรอบเป้าหมายของธปท."
อย่างไรก็ตาม ธปท.เปิดรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐบาล และกระทรวงการคลังได้หารือกันมาตลอด และนำมาทบทวนเสมอว่าได้ดำเนินนโยบายถูกต้องแล้วหรือเปล่า ซึ่งยืนยันว่าขณะนี้ธปท.ดำเนินนโยบายไม่ผิดทางแน่นอน และพร้อมปรับจุดยืนนโยบายให้เหมาะสม หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้
น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน กล่าวว่า ธปท.ห่วงกลุ่มเปราะบาง ซึ่งได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้รายย่อย โดยขอให้ขึ้นดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ๆ ซึ่งการส่งผ่านดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 49% ลดลงจากในอดีตที่ 58% ถือว่าน้อยกว่าหลาย ๆ ประเทศ ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 79-100 %
สำหรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารย์จากประชาชนส่วนหนึ่งว่า ธนาคารให้ดอกเบี้ยเงินฝากน้อย แต่เก็บดอกเบี้ยเงินกู้สูง หลายคนผ่อนไม่ไหวนั้น เรื่องนี้ต้องพูดคุยหารือกับธนาคารพาณิชย์
ด้านส่วนต่างดอกเบี้ยในช่วง 9 เดือน ปี 66 อยู่ที่ 2.95 % ซึ่งสูงกว่าในช่วงเกิดโควิดจริง ซึ่งธปท.ต้องหารือว่าส่วนต่างดอกเบี้ยเกิดจากการดำเนินงานไม่มีประสิทธิภาพหรือเปล่า จะดูเป็นจุด ๆ ไม่ได้ ที่สำคัญ ต้องดูเรื่องการแข่งขันด้วย โดยธปท.จะกำชับให้ดูแลลูกค้าให้มากขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อลูกค้า
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวถึงกรณีที่ภาคเอกชนต้องการให้ปลดล็อกมาตรการ LTV ว่า คงต้องดูสมดุลระหว่างผู้กู้กลุ่มต่างๆ และ sector ต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจประกอบการพิจารณาด้วยว่า มีความเหมาะสมขนาดไหน
โดยการทำมาตรการ LTV ที่ผ่านมา ธปท.ได้ชั่งน้ำหนักจากหลายฝั่ง ทั้งผู้กู้ และผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย ซึ่งถ้าพิจารณาสถานการณ์ในปัจจุบันพบว่ามาตรการ LTV ในส่วนของผู้กู้สัญญาแรก ซึ่งเป็นผู้ที่มีความต้องการบ้านหลังแรกจริง ๆ (Real Demand) นั้น มาตรการ LTV ไม่ได้เป็นอุปสรรคในทางกลับกันเป็นการส่งเสริมมากกว่า
ขณะที่จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และอุปทานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนอุตสาหกรรมยังไปได้ ด้านสินเชื่อที่ให้ผู้ประ กอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ปรับตัวดีขึ้น