เนชั่นทีวี

Business thai

ฟิทช์ เรทติ้งส์หั่นเครดิตสหรัฐฯ กระทบลงทุนระยะสั้น

05 ส.ค. 2566 | sukanya_san

ฟิทช์ เรทติ้งส์หั่นเครดิตสหรัฐฯ กระทบลงทุนระยะสั้น

จิตตะเวลธ์มองฟิทช์เรทติ้งส์ หั่นเครดิตสหรัฐฯ กระทบการลงทุนระยะสั้น ชี้ภาพรวมความเชื่อมั่นในตลาดสหรัฐฯ ยังแกร่ง ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยันไม่เกิดแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงที่เป็นสกุลดอลลาร์ เผยสหรัฐฯเป็นตลาดใหญ่ไม่มีที่ไหนทดแทนได้

นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. จิตตะ เวลธ์   เปิดเผยว่า กรณีที่ฟิทช์ เรทติ้งส์  ได้ปรับลดเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-Term Foreign-Currency Issuer Default Rating) ของสหรัฐฯ ลงสู่ระดับ AA+ จากระดับ AAA  สะท้อนสถานะทางการคลังของสหรัฐจะแย่ลงภายใน 3 ปีข้างหน้า  

รวมถึงปัญหาการคลังและเพดานหนี้ที่มีการขยายทุกครั้งและล่าสุดมีการขยายไปถึงมกราคม 2568 ก่อนที่สหรัฐจะผิดชำระหนี้ เป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นในด้านการบริหารการคลังของสหรัฐฯ นั้น ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่สถาบันจัดอันดับได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ

โดยสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส หรือ S&P ซึ่งเป็น บริษัท Rating Agency ชั้นนำของสหรัฐ ลดระดับความน่าเชื่อถือของประเทศจากระดับ AAA มาอยู่ที่ AA+ ในปี 2554 หลังจากที่รัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้ในเวลานั้น โดยช่วงนั้นบริษัทให้เหตุผลที่ลดเรตติ้ง ว่าเกี่ยวกับความเสี่ยงในด้านการเมือง และตั้งแต่ปี 2554 ดัชนี Dow Jones ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 200%

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบในส่วนของ Rating ที่ถูกปรับลดลงมานั้นระดับ AA+ จะทำให้สหรัฐฯ อยู่ในระดับเดียวกันกับประ เทศนิวซีแลนด์ แต่ถือว่าสูงกว่าประเทศฮ่องกงที่เป็นท็อป 5 ศูนย์กลางทางการเงินของโซนเอเชีย โดยหากสหรัฐสามารถบริหารการจัดการส่วนของเพดานหนี้และนโยบายทางการคลังที่ชัดเจนมากขึ้นก็อาจจะมีการปรับเรตติ้งกลับขึ้นมาที่ระดับ AAA อีกครั้ง

“ในระยะยาวคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ แต่เราอาจจะเห็นผลกระทบด้านชื่อเสียงของสหรัฐฯ  ในระยะสั้นนักลงทุนอาจจะกังวลถึงการลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินสหรัฐฯ แต่เชื่อว่าผลกระทบเล็กน้อยเท่านั้นตามแรงเทขายสินทรัพย์จากการวิตกระยะสั้นเท่านั้น”

สำหรับความเชื่อมั่นโดยรวมในตลาดสหรัฐฯ ยังคงค่อนข้างแข็งแกร่ง หากดูผลตอบแทนเฉลี่ยของ S&P500 รายปีตั้งแต่ปี 2011จนถึงปี 2022 ซึ่งเป็นระยะเวลาทั้งหมด 11 ปี โดยมีเพียงปี 2018 และ 2022 ที่ดัชนี S&P500 มีผลตอบแทนที่ติดลบ หากคิดผลตอบแทนเฉลี่ยที่รวมเงินปันผลทั้งหมด 11 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีจะอยู่ที่ +12.8%” 

นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าหลังจากที่ตลาดได้รับรู้เกี่ยวกับข่าวลดเรทติ้งไปนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ Vanguard Total stock market หรือ VTI ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่หลากหลายในสหรัฐฯ ได้ปรับลดลงเพียง -1.42% เป็นเพียงส่วนน้อยหากเทียบกับผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีที่เพิ่มขึ้นมาถึง +17.90%

อย่างไรก็ตาม หากมีการลงทุนอย่างสมํ่าเสมอสามารถลงทุน DCA  (รูปแบบการลงทุนที่เน้นการทยอยลงทุน ด้วยจำนวนเงินเท่าๆ กัน ในสินทรัพย์ เช่น หุ้นและกองทุน ) ได้ตามปกติ เพราะ เหตุการณ์การปรับลดเรทติ้งถือเป็นสถานการณ์ตลาดที่เคยเกิดขึ้นและเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น

นอกจากนี้ฟิทช์ ได้คาดการณ์ว่าการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ นั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.3% ของ GDP ในปี 2566 โดยปี 2567 เข้าสู่ระดับ 6.6% และปี2568 อยู่ที่  6.9%  จากที่อยู่ในระดับ 3.7% ในปี 2565 และรัฐบาลท้องถิ่นคาดว่าจะขาดดุลโดยรวม 0.6% ของจีดีพีในปีนี้ หลังจากที่เกินดุลเล็กน้อย 0.2% ของจีดีพีในปี 2565

ส่วนการที่รัฐบาลปรับลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านกลาโหมที่คิดเป็น 15% ของการใช้จ่ายโดยรวมของรัฐบาลกลาง ตามกฎหมาย 'Fiscal Responsibility Act' ช่วยให้แนวโน้มการคลังในระยะกลางดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  โดยฟิทช์ฯ ระบุว่ายังไม่เห็นแนวโน้มของการคลังสหรัฐที่แข็งแกร่งขึ้นจนกว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2567 แต่สหรัฐอเมริกายังคงรักษาความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างหลายประการ

รวมถึงสหรัฐฯ เป็นเศรษฐกิจที่มีรายได้สูง บริษัทต่างๆ มีขนาดใหญ่และกระจายไปหลากหลายอุตสาหกรรม ตลอดไปจนสถานะของเงินดอลลาร์สหรัฐที่ยังถือว่า เป็นสกุลเงินสำรองที่สำคัญที่สุดของโลก ทำให้สหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นทางการเงินสูง อย่างไรก็ตามฟิทช์ฯ คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเล็กน้อยในช่วงปลายปี 2566 และต้นปี 2567

ทั้งนี้ธนาคารกลางสหรัฐได้มีความเข้มงวดเงื่อนไขสินเชื่อมากขึ้น โดยมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปีที่ผ่านมา และอาจจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความแข่งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ การพิจารณา ESG (เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน ซึ่งย่อมาจาก Environment, Social, และ Governance)

รวมถึงเสถียรภาพทางการเมือง สิทธิ และตัวชี้วัดด้านธรรมาภิบาลอื่นๆ ส่งผลดีต่อสถานะเครดิตของประเทศ แต่โดยรวมแล้ว การปรับลดอันดับจาก AAA เป็น AA+ สะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับฐานะทางการคลังของสหรัฐฯ

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า  การหั่นเรตติ้งสหรัฐฯ เชื่อว่าไม่มีผลกระทบมากนัก แม้ตลาดอาจตกใจในระยะสั้น แต่ระยะยาวไม่กระทบ เพราะการหั่นเครดิตเรตติ้งไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ

ทั้งนี้เห็นว่าสินทรัพย์ และเงินดอลลาร์ สหรัฐฯ ยังมีเสถียร ภาพ เนื่องจากหากดูสินทรัพย์การลงทุนวันนี้ตลาดสหรัฐฯ ยังเป็นตลาดที่ใหญ่ ที่ไม่สามารถมีที่ไหนทดแทนได้ โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐ ที่มีขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องค่อนข้างสูง และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการดีฟอลต์ต่ำ

“การหั่นเครดิตครั้งนี้ ไม่มีผลต่อเงินดอลลาร์ให้มีค่าน้อยลง หรือเกิดแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ออก” 

ข่าวล่าสุด