เนชั่นทีวี

Business thai

ธปท. จ่อดึง 2 หมื่นล้าน 'กองทุนฟื้นฟูฯ' อุ้มเอสเอ็มอีรอดวิกฤติ

26 พ.ย. 2568

ธปท. เตรียมตั้งกองทุนค้ำประกัน เอสเอ็มอี 2 หมื่นล้าน ลดปัญหาสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส คาดช่วยค้ำประกันสินเชื่อได้ราว 100,000 ล้านบาท

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุ บทบาทหลักของแบงก์ชาติ คือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ผ่านการใช้นโยบายการเงินเพื่อรักษาอัตราเงินเฟ้อให้ต่ำและควบคุมได้ ควบคู่การทำให้ระบบการเงิน และระบบชำระเงินมีเสถียรภาพแข็งแรง ความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยช่วงนี้เป็น ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องอาศัยการขยายบทบาทแบงก์ชาติเข้าไปช่วยแก้ไข

ดังนั้น ธปท.จะทำเฉพาะเรื่องที่ควรทำและอยู่ในบริบทธนาคารกลาง สอดคล้องค่านิยม “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” คือ เข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น ช่วยแก้ปัญหาเชิงสังคม เศรษฐกิจ และโครงสร้าง พร้อมเผยว่า เกือบ 2 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง ได้ดำเนินงานตามแนวทางนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการออกโครงการและมาตรการเฉพาะจุดหลายรายการ

มาตรการแรก คือ แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ผ่านโครงการ “ปิดหนี้ไว้ ไปต่อได้” สำหรับลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียไม่เกิน 100,000 บาท รวม 1.6 ล้านบัญชี คาดทำให้ลูกหนี้ราว 5-8 แสนรายหลุดสถานะหนี้เสีย กลับสู่ระบบเศรษฐกิจได้ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถทำได้ด้วยมาตรการเดียว แต่ต้อง “ต่อจิ๊กซอว์” แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ภาพรวมดีขึ้น

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย
 

มาตรการต่อมา คือ แก้ปัญหาหดตัวสินเชื่อเอสเอ็มอี ที่ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส ล่าสุดเดือนที่ผ่านมา สินเชื่อติดลบอยู่ที่ 4% จากด้านอุปสงค์ที่เศรษฐกิจไม่ดี ด้านอุปทานธนาคารไม่ปล่อยกู้ เพราะความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ในระดับสูง ธปท.ร่วมกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย กำลังสร้าง “กลไกค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี” รูปแบบใหม่ เพื่อลด Credit Cost และทำให้ธนาคารกลับมาปล่อยกู้มากขึ้น เตรียมใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) ประมาณ 20,000 ล้านบาท ตั้งเป็นกองทุนค้ำประกัน คาดช่วยค้ำประกันสินเชื่อได้ราว 100,000 ล้านบาท

กลุ่มเป้าหมาย คือ เอสเอ็มอีขนาดกลางถึงใหญ่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อาหารแปรรูป เกษตรแปรรูป และกลุ่ม Wellness รวมถึงอาจขยายไปสู่ค้าส่งค้าปลีก โดยธนาคารที่เข้าร่วมจะได้รับการค้ำประกันความเสี่ยง 10-30% โดยเฉลี่ย 20% เช่น หากธนาคารปล่อยสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท จะมีโควตาค้ำประกันความเสี่ยงราว 2,000 ล้านบาท เพื่อลดกังวลเรื่องหนี้เสีย และทำให้สินเชื่อใหม่เกิดขึ้นได้จริง

ขณะนี้ อยู่ระหว่างหารือขนาดสินเชื่อต่อราย และแหล่งเงิน FIDF ที่จะใช้ คาดได้ข้อสรุปสิ้นปี และเริ่มดำเนินการปี 2569 แม้การนำเงิน FIDF มาใช้จะทำให้การชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูช้าไปราว 6 เดือน แต่ผู้ว่าฯ ย้ำว่า หากไม่เริ่มทำอะไร ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาสจะยังอยู่เหมือนเดิม 

ธปท. จ่อดึง 2 หมื่นล้าน 'กองทุนฟื้นฟูฯ' อุ้มเอสเอ็มอีรอดวิกฤติ
 

ด้านนโยบายการเงินปัจจุบันยังอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายรวม 1% ตั้งแต่ปลายปีก่อนเพื่อประคองเศรษฐกิจที่เติบโตช้า และย้ำว่าทุกฝ่ายเห็นพ้องว่านโยบายดอกเบี้ยต้อง “สนับสนุน” ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว ประชุมครั้งถัดไป จะประเมินข้อมูลล่าสุดอีกครั้งว่าจำเป็นต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมหรือไม่

ซึ่งหากดูปัญหาเศรษฐกิจที่โตช้าไม่ได้เกิดจากดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยโครงสร้าง นโยบายการเงินจึงเป็น “ตัวเสริม” ไม่ใช่เครื่องมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่หากจำเป็น ประเทศไทยยังมี “Room” สำหรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ การลดดอกเบี้ยช่วยผ่อนคลายสภาพคล่อง และลดภาระหนี้เสียได้บางส่วน

ธปท. จ่อดึง 2 หมื่นล้าน 'กองทุนฟื้นฟูฯ' อุ้มเอสเอ็มอีรอดวิกฤติ

สำหรับค่าเงินบาท การแข็งค่าที่ผ่านมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ดอลลาร์อ่อนลงราว 7% และไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูง สิ่งที่ต้องการเห็น คือ เงินบาทที่สะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจจริง ส่วนการแทรกแซงค่าเงินต้องระมัดระวัง เพราะไทยเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ของเงื่อนไขที่สหรัฐใช้ติดตามประเทศคู่ค้าแล้ว การซื้อเงินตราต่างประเทศเกิน 2% ของ GDP อาจถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนค่าเงิน แม้ไทยมีเงินสำรองมากพอ ธปท.ทำได้เพียงลดความผันผวน ไม่สามารถกดหรือดันเงินบาทให้อยู่ระดับใดระดับหนึ่งได้ ยกเว้นเกิดความผิดปกติรุนแรง