หลังจากระเบิดและขุดหินและดินขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ได้ไม่ใช่ทองคำในทันที แต่คือ “สินแร่” ที่ปะปนอยู่กับ “ดินทิ้ง” ที่ยังต้องผ่านกระบวนการแยก “แร่ทองคำและเงิน” ออกจากหิน โดยเริ่มจากการบดและทำละลายสินแร่ให้อยู่ในรูปของเหลวคล้ายน้ำโคลน จากนั้นใช้สารละลาย “โซเดียมไซยาไนด์” ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะในการดึงแร่ จากนั้นแร่เงินและทองคำที่แยกตัวแล้วจะถูกดึงออกจากน้ำโคลนโดยใช้ “เม็ดถ่านกัมมันต์” จากนั้นนำเม็ดถ่านกัมมันต์ที่ดูดซับอนุภาคทองคำและเงินไปต้ม เพื่อดึงแร่ออกจากเม็ดถ่าน จนได้สารละลายทองเข้มข้น หรือที่เรียกกันว่า “น้ำทอง” โลหะทองคำและเงินในน้ำทองจะถูกดักจับด้วยเซลล์ไฟฟ้าและนำไปอบจนกลายเป็นผงแร่ หรือ “เค้กแห้ง” ที่พร้อมสำหรับการหลอมในเตาที่มีอุณหภูมิสูงถึง 1,300–1,350 องศาเซลเซียส เพื่อให้ได้แท่งโลหะทองผสมเงินที่เรียกว่า “แท่งโดเร่” (Doré Bar) โดยแท่งโดเร่แต่ละแท่งจะมีน้ำหนักประมาณ 10-12 กิโลกรัม ประกอบด้วยทองคำราว 10% เงิน 89% และทองแดงหรือแร่อื่น ๆ ไม่เกิน 1% และสามารถตีเป็นมูลค่าได้ถึง 4 ล้านบาทหากเปรียบเทียบกับราคาในปัจจุบัน แท่งโดเร่เหล่านี้จัดเป็นผลผลิตสุดท้ายของเหมือง ที่จะถูกส่งต่อไปสกัดเป็นทองคำบริสุทธ์และแปรรูปภายในประเทศต่อไป
การรักษาระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันระหว่างชุมชน ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม กว่าที่สินแร่จากใต้ดินจะถูกแปรสภาพมาเป็นแท่งโดเร่ได้นั้น ต้องผ่านการทำงานที่ละเอียดรอบคอบ แต่คำถามที่ตามมาอย่างปฏิเสธไม่ได้คือ การทำเหมืองเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้างมากน้อยแค่ไหน?
เพื่อให้แน่ใจว่าการผลิตทองคำไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและการดำรงชีวิตของชุมชนรอบข้าง เหมืองทองจึงมีมาตรฐานที่เข้มงวดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการทำเหมืองระบบปิดเพื่อไม่ให้มีการปล่อยสิ่งใดออกนอกพื้นที่โครงการ การควบคุมเสียง ฝุ่น และแรงสั่นสะเทือนให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด การตรวจสอบคุณภาพน้ำเป็นประจำ และที่สำคัญคือการบริหารจัดการการใช้สารเคมีอย่างไซยาไนด์ ตั้งแต่การควบคุมจำนวนการใช้ การตรวจวัดและป้องกันไม่ให้สารละลายแปรสภาพเป็นแก๊สพิษ และการกำจัดไซยาไนด์ที่ปนเปื้อนอยู่ในหางแร่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เหมืองทองอัครานำมาใช้ ภายใต้มาตรฐาน International Cyanide Management Code ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ยืนยันความปลอดภัยในการใช้สารโซเดียมไซยาไนด์
นอกเหนือจากการดำเนินงานที่ต้องใส่ใจผู้คน เหมืองทองยังมีบทบาทในการคืนกำไรสู่สังคมและประเทศ ผ่านการจ่ายค่าภาคหลวงแร่ ซึ่งเปรียบเสมือนค่าธรรมเนียมการใช้ทรัพยากรของประเทศ และการจัดตั้งกองทุนต่าง ๆ เพื่อพัฒนาชุมชน เฝ้าระวังสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนรอบพื้นที่เหมืองในทุกมิติ เพื่อให้เหมืองสามารถเติบโตไปพร้อมกับชุมชนได้ในระยะยาว
เห็นได้ว่ากระบวนการเบื้องหลังกว่าจะได้ทองคำมานั้นมีความซับซ้อน และต้องอาศัยการดำเนินงานอย่างใส่ใจ เพื่อให้ได้ทองคำสัญชาติไทย จากผืนแผ่นดินไทย ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน พร้อมสำหรับการนำไปใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในนวัตกรรมต่าง ๆ และนำพาประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่อย่างยั่งยืน
“บทบาทของทองคำในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเครื่องประดับหรือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง แต่ยังเป็นทรัพยากรสำคัญของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก อัคราจึงมุ่งมั่นยกระดับศักยภาพการผลิตทองคำอย่างมีมาตรฐานและความรับผิดชอบ เพื่อให้ทองคำไทยได้มีบทบาทอย่างภาคภูมิใจในห่วงโซ่การผลิตของโลก และส่งต่อคุณค่ากลับคืนสู่สังคมไทยซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของธุรกิจเรา” นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าว