▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายน รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) โดย ECB นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินทิศทางการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ BOE ด้วยเช่นกัน
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนมิถุนายน (Official & Caixin Manufacturing and Services PMIs) ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลสำรวจภาวะธุรกิจในไตรมาสที่ 2 โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ Tankan Survey) ที่จะช่วยสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งเศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญความไม่แน่นอนจากทั้งนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
▪ ฝั่งไทย –สถานการณ์การเมืองจะเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาว่า จะรับคำร้อง “ถอดถอนนายกรัฐมนตรี” ไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ โดยหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องดังกล่าว ก็อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและการเมืองไทยเผชิญความวุ่นวายอีกครั้ง ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤษภาคม และดัชนี PMI ภาคการผลิต รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment Index) ในเดือนมิถุนายน
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า แม้โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทยังมีกำลังอยู่ ทว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาอาจชะลอลง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงการเมืองของไทย ที่อาจกดดันให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงได้ ในกรณีที่ สถานการณ์การเมืองไทยมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ซึ่งต้องจับตาว่า ในวันที่ 1 กรกฎาคม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะรับคำร้อง “ถอดถอนนายกรัฐมนตรี” ไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ โดยความวุ่นวายของการเมืองไทยอาจทำให้บรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยขายสุทธิสินทรัพย์ไทยและลดสถานะถือครองเงินบาท (Long THB) ได้ไม่ยาก
ทั้งนี้ แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง จากประเด็นการเมืองในประเทศ ทว่า แนวโน้มเงินบาทยังขึ้นกับปัจจัยภายนอก หรือ Global Factors อย่าง ทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำเป็นสำคัญ ทำให้ หากเงินดอลลาร์ไม่ได้กลับมาแข็งค่าขึ้น หรือ ราคาทองคำไม่ได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก็อาจทำให้เงินบาทไม่สามารถอ่อนค่าไปได้มากนัก โดยเงินบาท (USDTHB) ยังมีโซนแนวต้านแถว 32.65-32.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.90-33.00 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวรับจะอยู่แถว 32.30-32.40 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.10 บาทต่อดอลลาร์) อนึ่ง เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 32.80-32.90 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน
ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์จะรีบาวด์แข็งค่าขึ้นได้ อาจต้องเห็นรายงานข้อมูลการจ้างงานที่สดใสหรือดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ทว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญแรงกดดัน หากผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ
เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.25-33.00 บาท/ดอลลาร์ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.75 บาท/ดอลลาร์