ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง หนุนโดยรายงานดัชนี PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ซึ่งทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็กดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงต่อเนื่องทะลุโซน 150 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นสู่โซน 104.4 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 103.8-104.4 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่หนุนให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2025) ปรับตัวลดลง สู่โซน 3,040 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงต้องการถือทองคำอยู่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาร้อนแรงขึ้นในช่วงนี้
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเยอรมนีและยูโรโซน ผ่านรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ โดย IFO (IFO Business Climate) ในเดือนมีนาคม ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า แนวโน้มการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มงบประมาณด้านการทหารของทั้งเยอรมนี จะช่วยหนุนให้บรรดาผู้เล่นในตลาดมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของเยอรมนีมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจอาจปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 86.8 จุด
ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานข้อมูลตลาดบ้านของสหรัฐฯ อาทิ ยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) เดือนกุมภาพันธ์ พร้อมจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าลงของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้น สอดคล้องกับการพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ราคาทองคำก็เริ่มย่อตัวลงและเสี่ยงเข้าสู่ช่วงการพักฐานในระยะสั้น ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงได้บ้าง และควรจับตาอย่างใกล้ชิด ว่า เงินบาทจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจนหรือไม่ เพราะการอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าว หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following จะสะท้อนว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทก็อาจยังไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องชัดเจน หากราคาทองคำสามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้นได้ หรือ อย่างน้อยแกว่งตัว Sideways นอกจากนี้ เงินบาทรวมถึงบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย ก็อาจได้รับอานิสงส์บ้าง จากแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ลงบ้าง ซึ่งอาจสะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงในฝั่งเอเชีย โดยในฝั่งตลาดทุนไทย ก็อาจเห็นแรงซื้อหุ้นไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติกลับมาได้เช่นกัน
นอกจากนี้ หากรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ที่จะรับรู้ในช่วงราว 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ออกมาดีกว่าคาด ก็อาจช่วยพยุงเงินยูโร (EUR) ได้บ้าง และอาจพอช่วยชะลออการอ่อนค่าลงของเงินบาท โดยเฉพาะแถวโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราคาดว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ในช่วงดังกล่าวพอสมควร
ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.85-34.05 บาท/ดอลลาร์