หอการค้าฯ คาดส่งออกชายแดน-ผ่านแดนปี 68 ทะลุ 1 ล้านล้าน
21 ม.ค. 2568 | tananya_nak

หอการค้าไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดน-ผ่านแดนไทยปี 2568 ดีต่อเนื่อง ลุ้นมูลค่าส่งออกทั้งปีทะลุ 1 ล้านล้าน
Business thai
21 ม.ค. 2568 | tananya_nak

หอการค้าไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดน-ผ่านแดนไทยปี 2568 ดีต่อเนื่อง ลุ้นมูลค่าส่งออกทั้งปีทะลุ 1 ล้านล้าน
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยในช่วง 11 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) ไทยมีมูลค่าการส่งออกชายแดนและผ่านแดนสูงถึง 957,945 ล้านบาท/ปี ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.5%
หอการค้าไทยจึงมอบหมายให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดทำดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดนและค้าผ่านแดนของไทย (Foreign Border Trade Sentiment Index หรือ FBI) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสำรวจปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ และแผนงานในการส่งเสริมการค้าชายแดนให้บรรลุเป้าหมาย 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570 ตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่หอการค้าไทยมีการจัดทำและแถลงดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดน โดยได้มีการสำรวจความคิดเห็นจากสมาคมการการค้าชายแดนและหอการค้าไทย
ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เดือน ม.ค. 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่หอการค้าไทยมีการจัดทำและแถลงดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดนฯ โดยได้มีการสำรวจความคิดเห็นจากสมาคมการการค้าชายแดนและหอการค้าไทย โดยแบ่งการจัดทำดัชนีออกเป็น 3 คือระยะสั้น คือ ประจำเดือน, ระยะกลาง คืออีก 6 เดือนข้างหน้า และยาว คือ 12 เดือน แบ่งการอ่านค่าดัชนีออกเป็น 3 ส่วน คือ มากกว่า 50 ถือว่าสถานการณ์การค้าชายแดนมีแนวโน้มขยายตัว, เท่ากับ 50 มีแนวโน้มทรงตัว และต่ำกว่า 50 มีแนวโน้มแย่ลง
สำหรับผลการสำรวจดัชนีฯ ปี 2568 พบว่า ดัชนีฯ ระยะสั้นมีค่าเท่ากับ 49.5 โดยภาคการเกษตรมีดัชนีต่ำสุดที่ 48.7 ภาคอุตสาหกรรมการเกษตร 49.5 และภาคอุตสาหกรรม 50.1, ดัชนีระยะกลาง เท่ากับ 52.8 โดยภาคเกษตรต่ำสุด 51.1 ภาคอุตสาหกรรม 52.3 และภาคอุตสาหกรรมเกษตร 53.4 และดัชนีระยาว เท่ากับ 63.6 โดยภาคเกษตรต่ำสุด 58.4 ภาคอุตสาหกรรมเกษตร 64.7 และภาคอุตสาหกรรม 66.3 ประเทศที่ค่าดัชนีฯ เกินกว่า 50 จุด ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มการค้าชายแดนที่เติบโตดี ได้แก่ มาเลเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจีนตอนใต้ ขณะที่เมียนมา กัมพูชา สิงคโปร์ มีแนวโน้มการค้าชายแดนที่ชะลอตัว เนื่องจากมีค่าต่ำกว่า 50
จากค่าดัชนีจะเห็นว่าในระยะสั้นผู้ประกอบการยังไม่เชื่อมั่นว่าการค้าชายแดนจะขยายตัวดี เพราะค่ายังต่ำกว่า 50 แต่ในระยะกลางและยาว หรืออีก 6 เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้า คาดว่าการค้าชายแดนจะดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะค่าดัชนีฯ เริ่มเกิน 50 และดัชนีฯ ระยะยาวค่าขึ้นไปแตะที่ 63.6 เนื่องจากเศรษฐกิจเพื่อนบ้านยังโตต่อเนื่อง สินค้าไทยมีคุณภาพเป็นที่ต้องการ รวมทั้งไทยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอำนวยความสะดวกส่งออกนำเข้ามากขึ้น ขณะที่รัฐบาลผลักดันความร่วมมือร่วมกับเพื่อนบ้านผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการค้าชายแดนมากขึ้น ปีนี้โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย ลาว และจีนตอนใต้จะมีความโดดเด่นมากที่สุด
สำหรับแนวโน้มการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในปี 2568 คาดว่ามูลค่าการส่งออกชายแดนและผ่านแดน จะมีมูลค่าระหว่าง 1,050,943-1,065,900 ล้านบาท ขยายตัว 5.4-6.9% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 6.2% ขณะที่มูลค่าการนำเข้าชายแดนและผ่านแดน อยู่ระหว่าง 830,678-865,302 ล้านบาท ขยายตัว 8.8-10.3% โดยมีค่ากลางอยูที่ 9.6% โดยไทยมีอัตราการเติบโตของมูลค่าการส่งออกชายแดนและผ่านแดนรายประเทศดังนี้ มาเลเซีย 6.3% สปป.ลาว 4.35% เมียนมา 6.85% กัมพูชา 7.68% จีน 7.03% สิงคโปร์ 5.37% และเวียดนาม 3.05%
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการขอให้รัฐบาลเร่งเข้ามาส่งเสริมการค้าชายแดนให้มากขึ้น เช่น เร่งยกระดับด่านห้วยต้นนุ่นให้เป็นจุดผ่านแดนถาวร ยกระดับจุดผ่อนห้วยผึ้ง อ.เมือง และแม่สาบแลบ อ.สบเมย ไปสู่จุดผ่อนปรนพิเศษ, ส่งเสริมกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching Business Matching) และช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น
สำหรับปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ต่อการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในปี 2568 มีดังนี้
ปัจจัยบวก
1. ความต้องการสินค้าไทยในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น สินค้าไทยมีคุณภาพ และได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภค รวมทั้งมีความน่าเชื่อถือในด้านมาตรฐานความปลอดภัย
2. ศักยภาพของด่านการค้าชายแดนที่มีการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะด่านแม่สอด รวมถึงมีการเร่งรัดปักปันด่านห้วยต้นนุ่น
3. การพัฒนาและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนไปสู่จุดผ่อนปรน ตลอดจนการอำนวยความสะดวกในการส่งออกและนำเข้าบริเวณชายแดน
4. การผลักดันความร่วมมือไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน จากการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการค้าและการลงทุนชายแดนและผ่านแดน
5. เศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน ยังมีอัตราการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยลบ
1. สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา และการปิดถนนทางหลวงเอเชียสาย 1 (AH1) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่ง ซึ่งประสบกับข้อจำกัด และต้องใช้ระยะเวลานานขึ้น
2. การเข้ามาแข่งขันของสินค้าจีน ได้สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาสินค้า
3. อุปสรรคทางด้านพิธีการศุลกากร การขอใบอนุญาตนำเข้าที่มีความล่าช้า และความเข้มงวดในการควบคุมชายแดน
4. การค้าสัตว์หรือพืชที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ นำไปสู่การแพร่ระบาดของโรคในพืชหรือสัตว์ เช่น โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เป็นต้น
5. ปัญหาความไม่เสถียรภาพของค่าเงิน การอ่อนค่าลงของสกุลเงินในประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ เมื่อถามถึงการใช้สิทธิประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึง 38.5% ระบุว่าไม่ใช้เลย ส่วนอีก 30.7% ระบุว่า ใช้น้อย เนื่องจากปัญหาทางการค้าในบางประเทศคู่ค้า ที่มีข้อจำกัดเรื่องเอกสาร form D และระบบ FTA ที่ยังรองรับไม่เต็มที่ นอกจากนี้ผู้ประกอบการบางส่วน ยังไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขของการใช้ FTA
สำหรับสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ได้แก่
1. การยกระดับด่าน “ห้วยต้นนุ่น” ให้เป็นจุดผ่านแดนถาวร รวมถึงเร่งรัดยกระดับจุดผ่อนปรนห้วยผึ้ง อ.เมือง และแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ไปสู่จุดผ่อนปรนพิเศษ
2. การส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเมียนมา โดยผลักดันให้เมียนมาออกใบอนุญาตนำเข้าอย่างถูกกฎหมาย และหารือกับทางการเมียนมาในการเปิดถนนสายอาเซียน AH1 ให้สามารถเดินทางส่งออกและนำเข้าได้อย่างปกติ และปลอดภัย
3. การพัฒนาระบบและลดขั้นตอนพิธีการศุลกากร โดยลดขั้นตอนและระยะเวลาการจัดทำเอกสารนำเข้า-ส่งออก รวมทั้งการพัฒนาและปรับปรุงระบบศุลกากร
4. การสนับสนุนผู้ประกอบการในการส่งเสริมการจับคู่เจรจาธุรกิจ และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งทุน ดอกเบี้ยต่ำ
ม.หอการค้าไทย ประเมินว่า ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกชายแดน/ผ่านแดน จะอยู่ที่ 1.05 ล้านล้านบาท ขยายตัว 6.2% ขณะที่มูลค่าการนำเข้าชายแดน/ผ่านแดน อยู่ที่ 8.59 แสนล้านบาท ขยายตัว 9.6% ภายใต้สมมติฐานที่สำคัญ ดังนี้
1. GDP โลกปี 68 ขยายตัว 2.7-3.2%
2. ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 70-80 ดอลลาร์/บาร์เรล
3. อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 34-35 บาท/ดอลลาร์
4. อัตราเงินเฟ้อของไทย อยู่ที่ 0.5-1.0%
5. อัตราเงินเฟ้อของโลก เฉลี่ยที่ 2.0-4.5%
6. การค้าโลก ขยายตัว 2.5-3.0%
7. สหรัฐฯ ยังไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าในปี 68
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทย และสภาหอการค้าฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนการทำการค้าในตลาดประเทศเพื่อนบ้านมาอย่างต่อเนื่อง เพราะถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อภาพรวมการส่งออกของไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการค้าผ่านแดนกับประเทศเวียดนาม และการค้าข้ามแดนกับจีนตอนใต้ โดยได้ติดตามข้อมูลกฎระเบียบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เพื่อให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนของไทยได้เตรียมความพร้อมรับมือกับกฎระเบียบด้านการค้าต่าง ๆ ของแต่ละประเทศ ตลอดจนเพื่อเป็นแนวทางให้ภาครัฐ ช่วยเจรจาอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคในการทำการค้าชายแดน และการค้าผ่านแดน เพื่อให้มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยในภาพรวมเป็นไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ด้านนายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการค้าชายแดนและค้าข้ามแดน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีการตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันการค้าชายแดนและผ่านแดนให้มีมูลค่าถึง 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570 ซึ่งการจะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้นั้น จะต้องมีการประเมินแนวโน้มสถานการณ์การค้าไว้ล่วงหน้า เพื่อกำหนดเป็นกลยุทธ์ในเชิงนโยบายให้กับรัฐบาล และเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกของหอการค้าไทย ที่จะได้นำข้อมูลมาใช้วางแผนและกำหนดกลยุทธ์การส่งออกร่วมกับรัฐบาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพการส่งออกสินค้าของไทยให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
การจัดทำ ดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดนและค้าผ่านแดนของไทย (Foreign Border Trade Sentiment Index : FBI) ที่มาจากการสำรวจความคิดเห็นของหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ ตลอดจนสมาคมการค้าต่าง ๆ ในทุกภูมิภาค จะถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกำหนดกลยุทธ์ และวางแผนงานให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2570 ได้