▪ ฝั่งเอเชีย – ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของจีน ในเดือนธันวาคม (Official Manufacturing and Services PMIs) รวมถึง ดัชนี Caixin PMI ภาคการผลิต ที่จะเน้นบริษัทขนาดเล็ก-กลาง เป็นหลัก โดยผู้เล่นในตลาดจะใช้ข้อมูลดังกล่าวในการประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิต รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนธันวาคม สำหรับแนวโน้มเงินบาทนั้น เรามองว่า หากในช่วงระยะสั้น เงินดอลลาร์สามารถทยอยอ่อนค่าลงได้บ้าง ในกรณีที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้ออกมาแข็งแกร่งหรือดีกว่าคาดชัดเจน ทำให้เมื่อประเมินร่วมกับปัจจัยเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following เราจึงขอคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้ หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ตราบใดที่เงินบาทไม่ได้กลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซน 34.20-34.30 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน (โซนแนวต้านถัดไปจะอยู่ในช่วง 34.50 บาทต่อดอลลาร์) พร้อมย้ำจุดยืนเดิมว่า “Good Bye 35” และอาจเห็นเงินบาททยอยแข็งค่าต่ำกว่าโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงก่อนที่รัฐบาล Trump 2.0 จะเริ่มทำงาน ตามที่ได้เขียนไว้ในบทวิเคราะห์เงินบาทเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี เรามองว่า ในปี 2025 ที่จะถึงนั้น ตลาดการเงินเสี่ยงเผชิญความผันผวนสูง จากความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 อันจะสร้างความไม่แน่นอนต่อการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด เราจึงขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทอาจพอได้ลุ้นทยอยแข็งค่าขึ้น หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways โดยต้องจับตาทิศทางเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงเงินหยวนจีน (CNY) ซึ่งต้องรอลุ้นรายงานข้อมูลดัชนี PMI ของจีน อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติอาจกลับมาเป็นฝั่งซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทยได้ โดยเฉพาะในฝั่งหุ้น ทว่าฝั่งบอนด์อาจยังเห็นการขายทำกำไรเพิ่มเติม
ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสย่อตัวลงบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้ออกมาแข็งแกร่งหรือดีกว่าคาดชัดเจน ทว่าควรจับตาการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งอาจยังช่วยหนุนเงินดอลลาร์ได้ หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อ พร้อมกดดันเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เพิ่มเติม
เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.85-34.30 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.95-34.15 บาท/ดอลลาร์