“วันนี้ คุณซาร่า ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่บินตรงมาจาก ดูไบ เพื่อร่วมทริปและกลับดูไบวันนี้หลังร่วมทริป นั่นหมายถึง เราได้ผู้ร่วมงานที่ให้ความสำคัญและมีคุณภาพในการต่อยอดงานวิจัย จากการทำงานร่วมกันของ ATTA และบพข.นำร่องในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จด้วยดี และจะมีการทำงานร่วมกันในปีต่อไปในการวิจัยสำหรับตลาดอื่นๆ เพื่อขยายฐานการตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย สู่เป้าหมาย 70 ล้านคนในอนาคต” นายกสมาคม ATTA กล่าวเสริม
ด้าน รศ.ดร.ธงชัย เผยว่า กลไกการตลาดเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์จากงานวิจัยได้ ถ้าเราดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกการทำงานของ บพข.ที่หนุนเสริมการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในฐานะผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง ที่ผ่านมา บพข.ทำงานร่วมกับ ATTA เน้นการวิจัยที่ใช้ Data Driven ให้งานวิจัยมีคุณภาพเเละความแม่นยำมากขึ้น นำไปสู่การทำนายตลาดและออกแบบธุรกิจ โดยร่วมกันกำหนดโจทย์วิจัยเพื่อแก้ปัญหา (Pain Point) ในภาคการท่องเที่ยวและบริการ โดยดำเนินการทั้งฝั่งเจ้าบ้าน (Supply) อาทิ ความปลอดภัยทางการท่องเที่ยว อาสาสมัครทางการท่องเที่ยว รวมไปถึงฝั่งผู้มาเยือน (Demand) มุ่งเน้นการตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ อาทิ กลุ่มตะวันออกกลาง เพื่อมุ่งเน้นให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยสูงขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากจะเป็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมาตรฐานสากลแล้ว ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการท่องเที่ยวแบบสังคมคาร์บอนต่ำ และประเทศไทยจะเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นๆ เป็นผู้นำการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพด้วยการขับเคลื่อนที่เกิดจากฐานงานวิจัย สู่สังคมไร้คาร์บอนได้ในอนาคตได้อย่างแน่นอน
“ในอนาคต ความท้าทายมากมาย เราสามารถร่วมกำหนดอนาคตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการของประเทศไทยได้ด้วยการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน สมาคม ชุมชน และสถาบันการศึกษา ผ่านกลไกการวิจัยที่แข็งแกร่ง ” ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่ นายเลิศชาย หวังตระกูลดี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจังหวัดภูเก็ต สรุปสถานการณ์การท่องเที่ยว ข้อมูลเชิงลึกด้านการตลาด และความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ภูเก็ต และซึ่งในปีแรกนี้ ATTA และบพข.ได้ทำวิจัยตลาดนำร่อง 3 ตลาดคือ อังกฤษ ซาอุดีอาระเบีย และอินเดีย ผู้ประกอบการต่างยินดีและเห็นประโยชน์การทำงานวิจัยในครั้งนี้ โดยเฉพาะการสำรวจเส้นทางสินค้า บริการ ที่ยึดแนวทางการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ รักษาสิ่งแวดล้อม และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ที่ทีมวิจัยจัดทำขึ้นให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดที่ดีและเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของประเทศที่มีเป้าหมายสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการ ATTA กล่าวเสริมว่า “พื้นที่วิจัย 2 จังหวัด คือภูเก็ตและกระบี่ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าทั้ง 2 ตลาดทั้งจากประเทศอินเดียและซาอุดีอาระเบีย ต่างมี Growth ในเส้นทางนี้ที่ดีมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดซาอุดีอาระเบีย Month on Month โต 901% ตามสถิติที่ ททท. ได้รายงานในที่ประชุม ตลาดซาอุดีอาระเบียเน้นพิจารณาที่พักเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่ม Pool Villas เพราะต้องการความเป็นส่วนตัวสูง มีกำลังซื้อมากและเน้นเดินทางเป็นครอบครัว
ผลการทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของกรรมการ และสมาชิก ATTA เราค้นพบอุปสรรคและปัจจัยของความสำเร็จในการทำงานร่วมกันระหว่างสายวิชาการและวิชาชีพที่ดี ทำให้เกิดโมเดลในการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างกัน นวัตกรรมที่เราได้จากทำงานครั้งนี้ คือ โมเดลการทำงานแบบมีส่วนร่วมของคณะทำงานจาก ATTA การออกแบบทำ Fam Trip ระบบการประเมินมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวที่สมาชิก หรือผู้ประกอบการที่ร่วมเดินทางนำไปใช้ในเชิงธุรกิจได้ดีและต่อยอดในธุรกิจตนเอง และโมเดลทำ Casual Style B2B in Pool Villas เป็นต้น
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ เป็นอุตสาหกรรมหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด ปัจจุบันเราเผชิญกับความท้าทายจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เกิดการสร้างผลกระทบอย่างเป็นวงกว้างต่อการเดินทางและการท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว ในท้ายที่สุด รูปแบบการทำงานที่ทำให้เกิดผลผลิต ผลลัพธ์และผลกระทบที่มีประสิทธิภาพสูงระหว่างภาคเอกชนและหน่วยบริหารและจัดการทุน บพข. กองทุน ววน.จะทำให้นำไปเป็นแนวทางในการทำความร่วมมือกับภาคเอกชนต่อไปในอนาคตได้อย่างแน่นอน